บทที่ 13 — เอกชนผลิตไฟฟ้า: IPP, SPP, VSPP คือใคร
Private Power Producers
ไฟฟ้าที่คุณใช้อยู่ตอนนี้มีโอกาสสูงว่าไม่ได้มาจากโรงไฟฟ้าของ กฟผ. (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย — EGAT) โดยตรงเลย ทุกวันนี้ไฟฟ้าไทยมากกว่าครึ่งผลิตโดยบริษัทเอกชนที่ชื่ออาจคุ้นหูจากหน้าข่าวหุ้น เช่น Gulf, GPSC, EGCO, RATCH หรือ B.Grimm ระบบที่เปิดให้เอกชนผลิตไฟแล้วขายผ่านผู้รับซื้อรายใหญ่รายเดียวแบบนี้มีชื่อเรียก มีกติกา และมีดราม่าของมันเอง คำว่า "ค่าความพร้อมจ่าย" ที่โผล่ในข่าวค่าไฟแพงบ่อยๆ ก็เกิดขึ้นตรงนี้เอง เข้าใจบทนี้แล้ว อ่านข่าวพลังงานจะรู้เรื่องขึ้นทั้งหน้า
- อธิบายได้ว่าทำไมไทยเปิดให้เอกชนผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ยุค 2530s
- อธิบายโครงสร้าง Enhanced Single Buyer ที่มี กฟผ. เป็นผู้รับซื้อหลักผ่านสัญญา PPA ระยะยาว
- แยก IPP, SPP, VSPP ตามขนาดและผู้รับซื้อไฟได้
- อธิบายแนวคิด "ค่าความพร้อมจ่าย" แบบเข้าใจทั้งเหตุผลและข้อวิจารณ์
13.1 ทำไมรัฐไม่ผลิตเองทั้งหมด
ย้อนกลับไปช่วงปลายทศวรรษ 2520 ถึงต้นทศวรรษ 2530 เศรษฐกิจไทยกำลังเติบโตอย่างร้อนแรง โรงงานผุดขึ้นทั่วประเทศ ห้างสรรพสินค้าและคอนโดมิเนียมก่อสร้างกันไม่หยุด ความต้องการใช้ไฟฟ้าในยุคนั้นโตปีละเกือบสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอัตราที่เร็วมากเมื่อเทียบกับความสามารถในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ เพราะการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่หนึ่งโรงต้องใช้เงินลงทุนระดับหลายหมื่นล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้างหลายปี ถ้ารัฐบาลต้องแบกภาระลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทุกโรงด้วยตัวเองคนเดียว งบประมาณและความสามารถในการกู้ยืมของประเทศคงตึงมือจนแทบไม่เหลือไปทำเรื่องอื่น
ทางออกที่หลายประเทศทั่วโลกเลือกใช้ และไทยก็เลือกใช้เช่นกันคือ เปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเอง โดยรัฐทำหน้าที่เป็นผู้การันตีว่าจะรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตได้ในราคาและเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า วิธีนี้ทำให้เอกชนได้ทำธุรกิจที่มั่นคงเพราะมีผู้ซื้อแน่นอน รัฐไม่ต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าเอง และประชาชนก็ได้ไฟฟ้าเพียงพอใช้ทันความต้องการที่โตเร็ว เป็นสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ประเทศไทยเริ่มมีมติเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนอย่างเป็นทางการช่วงประมาณปี 2535 และมีการเซ็นสัญญากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่กลุ่มแรกในปีประมาณ 2537 นับจากวันนั้นสัดส่วนไฟฟ้าที่มาจากเอกชนก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันนี้เกินครึ่งหนึ่งของระบบไฟฟ้าทั้งประเทศไปแล้ว
13.2 Enhanced Single Buyer: ตลาดที่มีผู้รับซื้อหลักรายเดียว
โครงสร้างตลาดไฟฟ้าของไทยมีลักษณะเฉพาะตัวที่เรียกว่า Enhanced Single Buyer หรือ ESB (ระบบผู้รับซื้อไฟฟ้ารายเดียวแบบขยาย) หมายความว่าเอกชนที่ผลิตไฟฟ้าได้จะขายไฟฟ้าเกือบทั้งหมดให้กับ กฟผ. ในฐานะผู้รับซื้อหลักเพียงรายเดียวก่อน จากนั้น กฟผ. จึงขายส่งต่อให้ กฟน. และ กฟภ. เพื่อกระจายไปถึงบ้านเรือนและโรงงานอีกทอดหนึ่ง ซึ่งก็คือเส้นทางเดียวกับที่เล่าไว้ในบทที่ 12 นั่นเอง เพียงแต่คราวนี้เราจะซูมเข้าไปดูฝั่งต้นทางว่าไฟฟ้าที่ไหลเข้าสู่ กฟผ. นั้นมาจากใครบ้าง
เครื่องมือหลักที่ทำให้ระบบนี้เดินได้คือสัญญาที่เรียกว่า PPA (Power Purchase Agreement — สัญญาซื้อขายไฟฟ้า) ซึ่งเป็นสัญญาระยะยาวประมาณ 20 ถึง 25 ปี ที่ล็อกราคาไฟฟ้า เงื่อนไขการส่งมอบ และปริมาณที่จะซื้อขายกันไว้ล่วงหน้า ก่อนที่โรงไฟฟ้าจริงจะถูกสร้างขึ้นด้วยซ้ำ เหตุผลที่ต้องล็อกไว้นานขนาดนี้ก็เพราะธนาคารที่จะปล่อยเงินกู้ก้อนโตให้เอกชนไปสร้างโรงไฟฟ้าต้องเห็นหลักประกันว่าจะมีรายได้แน่นอนมายาวนานพอจะคืนทุน สัญญา PPA จึงเป็นเหมือนใบเบิกทางที่ทำให้ธนาคารกล้าปล่อยกู้
ลองนึกภาพโรงรับซื้อข้าวกลางประจำจังหวัดดู โรงรับซื้อข้าวรายใหญ่แห่งนี้เซ็นสัญญารับซื้อข้าวล่วงหน้ากับชาวนาเป็นเวลายาวนานหลายสิบปี ชาวนาเห็นสัญญาฉบับนี้แล้วก็กล้าลงทุนขยายพื้นที่นา ซื้อเครื่องจักรเพิ่ม เพราะรู้แน่ชัดว่าผลผลิตที่ปลูกได้จะมีคนซื้อแน่นอนในราคาที่ตกลงกันไว้ ระบบไฟฟ้าไทยก็ทำงานด้วยตรรกะเดียวกันเป๊ะๆ เพียงแต่เปลี่ยนจากข้าวเป็นไฟฟ้า และเปลี่ยนจากโรงรับซื้อข้าวเป็น กฟผ. เท่านั้นเอง ต่างประเทศบางแห่งใช้ระบบที่ต่างออกไป คือมี "ตลาดกลางไฟฟ้า" ให้ผู้ผลิตหลายรายแข่งขันเสนอราคาขายไฟกันเป็นรายชั่วโมงคล้ายตลาดหุ้น แต่ประเทศไทยยังไม่ได้ใช้ระบบแบบนั้น โครงสร้างที่เราใช้อยู่ยังคงเป็นแบบผู้รับซื้อหลักรายเดียวอย่างที่เล่ามา
13.3 IPP: ผู้ผลิตรายใหญ่
กลุ่มแรกคือ IPP (Independent Power Producer — ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่) หมายถึงโรงไฟฟ้าเอกชนที่มีกำลังผลิตมากกว่าประมาณ 90 เมกะวัตต์ขึ้นไป ส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแบบพลังความร้อนร่วมตามที่เล่าไว้ในบทที่ 5 หรือบางแห่งก็เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงเหล่านี้ขายไฟฟ้าที่ผลิตได้เกือบทั้งหมดให้ กฟผ. โดยตรงผ่านสายส่งแรงสูงที่เล่าไว้ในบทที่ 9 ไม่ได้ขายให้ใครอื่น
ชื่อบริษัทกลุ่ม IPP ที่คุ้นหูจากหน้าข่าวหุ้นก็มีอย่างเช่น Gulf, EGCO, RATCH, GPSC และ B.Grimm ที่น่าสนใจคือบางบริษัทในกลุ่มนี้มี กฟผ. ถือหุ้นร่วมอยู่ด้วย ลองนึกภาพขนาดของโรงไฟฟ้า IPP หนึ่งโรงดู มันใหญ่พอที่จะจ่ายไฟให้กับเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ได้ทั้งเมืองเลยทีเดียว
- Cooling Towers (Induced Draft) — หอหล่อเย็นที่ระบายความร้อนออกจากระบบไอน้ำ ควันขาวที่เห็นคือไอน้ำ ไม่ใช่มลพิษ
- Natural Gas Receiving Station — จุดรับก๊าซธรรมชาติที่ส่งมาทางท่อ เชื้อเพลิงหลักของโรง IPP ส่วนใหญ่
- Gas Turbine Generators และ Heat Recovery Steam Generators (HRSG) — กังหันก๊าซกับหม้อไอน้ำนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ หัวใจของระบบพลังความร้อนร่วมที่เล่าไว้ในบทที่ 5
- Steam Turbine Generators — กังหันไอน้ำที่ใช้ไอน้ำจาก HRSG มาปั่นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอีกรอบ เพิ่มประสิทธิภาพให้โรงไฟฟ้า
- Stacks (Exhaust) — ปล่องระบายไอเสียที่เหลือจากกระบวนการเผาไหม้
- Switchyard (High Voltage) และ Transmission Towers and Power Lines — สถานีไฟฟ้าแรงสูงและเสาส่งที่นำไฟฟ้าที่ผลิตได้เข้าสายส่งของ กฟผ. ตามที่เล่าไว้ในบทที่ 9 และ 10
- Water Treatment Plant และ Fire Water Storage Tank — ระบบบำบัดน้ำและถังเก็บน้ำสำรองดับเพลิงของโรง
- Administration Building, Main Entrance and Security Gate และ Corporate Signage — อาคารสำนักงาน ประตูทางเข้าพร้อมระบบรักษาความปลอดภัย และป้ายชื่อบริษัทเจ้าของโรง
EGCO และ RATCH ซึ่งเป็นสองในบริษัท IPP รายใหญ่ของไทย จริงๆ แล้วเกิดจากการแยกโรงไฟฟ้าเก่าบางส่วนของ กฟผ. ออกมาตั้งบริษัทแล้วนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ในกระบวนการที่เรียกว่าการแปรรูป (privatization) ช่วงทศวรรษ 2530 เอกชนรายใหญ่บางเจ้าในระบบไฟฟ้าไทยจึงมี "ดีเอ็นเอ กฟผ." ฝังอยู่ในตัวมาตั้งแต่ต้น
13.4 SPP: ผู้ผลิตรายกลางในนิคมอุตสาหกรรม
กลุ่มที่สองคือ SPP (Small Power Producer — ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก) มีกำลังผลิตอยู่ระหว่างประมาณ 10 ถึง 90 เมกะวัตต์ จุดเด่นของ SPP กลุ่มใหญ่คือระบบที่เรียกว่า cogeneration หรือการผลิตร่วมทั้งไฟฟ้าและไอน้ำในเวลาเดียวกัน ซึ่งทวนหลักการเดียวกับที่เล่าไว้ในบทที่ 8 โรงไฟฟ้ากลุ่มนี้มักตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ผลิตทั้งไฟฟ้าและไอน้ำขายให้โรงงานเพื่อนบ้านในนิคมโดยตรง ส่วนที่เหลือจึงค่อยขายให้ กฟผ.
เหตุผลที่นิคมอุตสาหกรรมชอบระบบนี้มากก็เพราะโรงงานต่างๆ ได้ทั้งไฟฟ้าและไอน้ำที่เสถียรในราคาที่คุ้มค่ากว่าผลิตเองแยกกัน ขณะที่ระบบไฟฟ้าของประเทศก็ได้กำลังผลิตที่กระจายตัวอยู่ใกล้จุดใช้งานจริง ไม่ต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าขนาดยักษ์เพียงไม่กี่แห่ง ความสัมพันธ์แบบวิน-วินนี้เองที่ทำให้พื้นที่อุตสาหกรรมอย่างมาบตาพุดหรือแนวชายฝั่งตะวันออกเติบโตขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว นอกจาก SPP กลุ่ม cogeneration แล้ว ยังมี SPP อีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นเชื้อเพลิง เช่นโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดใหญ่ หรือโซลาร์ฟาร์มขนาดกลาง
- Gas Turbine Generator และ Heat Recovery Steam Generator (HRSG) — กังหันก๊าซและหม้อไอน้ำนำความร้อนกลับมาใช้ ชุดอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้า+ไอน้ำร่วมแบบเดียวกับที่เล่าไว้ในบทที่ 8
- Stack — ปล่องระบายไอเสีย
- Steam Pipelines (on Pipe Rack) — ท่อไอน้ำที่วางอยู่บนแร็คยกสูง ส่งไอน้ำไปขายให้โรงงานเพื่อนบ้านโดยตรง
- Neighboring Factories (steam users) — โรงงานในนิคมที่เป็นลูกค้ารับซื้อไอน้ำและไฟฟ้าจากโรง SPP นี้
- Air-Cooled Condenser และ Cooling Units — ระบบระบายความร้อนของโรง แบบใช้อากาศแทนน้ำจำนวนมาก เหมาะกับพื้นที่นิคมที่มีน้ำจำกัด
- Water Treatment System — ระบบบำบัดน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตไอน้ำ
- Electrical Switchyard — สถานีไฟฟ้าที่ส่งไฟฟ้าส่วนที่เหลือขายต่อให้ กฟผ.
- Main Entrance — ทางเข้าหลักของโรงไฟฟ้า
13.5 VSPP: ผู้ผลิตจิ๋วที่กระจายทั่วประเทศ
กลุ่มสุดท้ายคือ VSPP (Very Small Power Producer — ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก) มีกำลังผลิตไม่เกินประมาณ 10 เมกะวัตต์ จุดที่ต่างจากสองกลุ่มก่อนหน้าอย่างสำคัญคือ VSPP ขายไฟฟ้าตรงให้ กฟน. หรือ กฟภ. โดยไม่ผ่าน กฟผ. เลย เหตุผลก็เพราะโรงไฟฟ้าขนาดจิ๋วเหล่านี้เสียบเข้ากับระบบจำหน่ายท้องถิ่นโดยตรงตามที่เล่าไว้ในบทที่ 11 ไม่ได้ต่อเข้ากับสายส่งแรงสูงของ กฟผ. เหมือน IPP
หน้าตาของ VSPP มีหลากหลายมาก ตั้งแต่โซลาร์ฟาร์มขนาดเล็ก โรงไฟฟ้าชีวมวลข้างโรงสีข้าวตามที่เล่าไว้ในบทที่ 8 โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากฟาร์มหมู ไปจนถึงโรงไฟฟ้าจากขยะชุมชนขนาดเล็ก และที่น่าสนใจคือบ้านที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาแล้วสมัครขายไฟฟ้าคืนเข้าระบบ ก็จัดอยู่ในตระกูล VSPP เช่นกัน เรื่องโครงการภาคประชาชนแบบนี้จะเล่าละเอียดอีกครั้งในบทที่ 16
| กลุ่ม | ขนาด | ขายให้ใคร | ตัวอย่าง | เสียบเข้าระบบชั้นไหน |
|---|---|---|---|---|
| IPP | มากกว่า 90 MW | กฟผ. เท่านั้น | โรงก๊าซพลังความร้อนร่วม/ถ่านหิน | สายส่งแรงสูง |
| SPP | 10–90 MW | กฟผ. + โรงงานข้างเคียง | cogeneration ในนิคมฯ / ชีวมวลใหญ่ | สายส่งหรือสายจำหน่าย |
| VSPP | ไม่เกิน 10 MW | กฟน./กฟภ. โดยตรง | โซลาร์เล็ก/ชีวมวลเล็ก/โซลาร์บ้าน | สายจำหน่ายท้องถิ่น |
- Solar panels (Photovoltaic modules) — แผงโซลาร์เซลล์ที่แปลงแสงแดดเป็นไฟฟ้าตามหลักการในบทที่ 7
- Inverter house (Contains inverter and electrical equipment) — อาคารเล็กที่เก็บอินเวอร์เตอร์ อุปกรณ์แปลงไฟตรงจากแผงให้เป็นไฟสลับก่อนเข้าระบบ
- Connection point (Interconnection to local distribution line) — จุดเชื่อมต่อที่ไฟฟ้าจากโรงจิ๋วนี้ไหลเข้าสู่สายจำหน่ายท้องถิ่นโดยตรง หัวใจของการเป็น VSPP
- Distribution line (22 kV) — สายจำหน่ายแรงดัน 22 กิโลโวลต์ ระดับแรงดันเดียวกับที่เล่าไว้ในบทที่ 11
- Rice mill — โรงสีข้าวที่อยู่ข้างเคียง จุดที่ทำให้เห็นภาพว่า VSPP มักตั้งอยู่ใกล้แหล่งชุมชนหรือแหล่งเชื้อเพลิงชีวมวลได้ง่าย
- Solar farm area (Fenced perimeter) — พื้นที่ติดตั้งแผงโซลาร์ที่ล้อมรั้วไว้เพื่อความปลอดภัย
บ้านที่ติดโซลาร์เซลล์แล้วสมัครขายไฟฟ้าคืนเข้าโครงการภาคประชาชน ในทางกติกาแล้วก็คือ "ผู้ผลิตไฟฟ้า" ตัวจริงเสียงจริง เพียงแต่เป็น VSPP ขนาดจิ๋วที่สุด วันนี้ประเทศไทยมีผู้ผลิตไฟฟ้ากลุ่มนี้อยู่หลักแสนรายแล้ว
13.6 ค่าความพร้อมจ่าย: กติกาที่คนเถียงกันมากที่สุด
สัญญา PPA ของ IPP ส่วนใหญ่แบ่งเงินที่จ่ายให้โรงไฟฟ้าออกเป็นสองก้อนหลัก ก้อนแรกเรียกว่า AP (Availability Payment — ค่าความพร้อมจ่าย) เป็นเงินที่จ่ายให้เมื่อโรงไฟฟ้า "พร้อมเดินเครื่อง" อยู่เสมอ ไม่ว่าจะถูกสั่งให้เดินเครื่องจริงหรือไม่ก็ตาม ส่วนก้อนที่สองเรียกว่า EP (Energy Payment — ค่าพลังงาน) เป็นเงินที่จ่ายตามหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้จริงเท่านั้น
เหตุผลเบื้องหลังการออกแบบระบบให้มีค่าความพร้อมจ่ายก็คือ โรงไฟฟ้าทำหน้าที่เหมือนประกันของทั้งระบบไฟฟ้า ต้อง "สแตนด์บาย" พร้อมเดินเครื่องอยู่ตลอดเวลาเพื่อรักษาสำรองกำลังผลิตตามที่เล่าไว้ในบทที่ 3 ถ้าไม่มีค่าความพร้อมจ่ายเลย ก็คงไม่มีเอกชนรายไหนกล้าลงทุนสร้างโรงไฟฟ้ามาตั้งรอเผื่อระบบต้องการ เพราะต้นทุนสร้างและดูแลโรงไฟฟ้าให้พร้อมเดินตลอดเวลานั้นสูงมาก ไม่ว่าจะได้เดินเครื่องจริงหรือไม่ก็ตาม
แต่ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่เช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงที่ระบบมีไฟฟ้าสำรองสูงเกินความจำเป็น ประชาชนก็ยังต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่ายให้โรงไฟฟ้าที่แทบไม่ได้ถูกสั่งเดินเครื่องเลยอยู่ดี ประเด็นนี้กลายเป็นหัวข้อ "ค่าไฟแฝง" ที่ถูกพูดถึงบ่อยในข่าวพลังงาน เรื่องนี้ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดตายตัว เพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็มีเหตุผลสมเหตุสมผลของตัวเอง ประเด็นเรื่องสำรองไฟฟ้าล้นเกินจะเล่าละเอียดในบทที่ 14 ส่วนเรื่องว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปโผล่ตรงไหนในบิลค่าไฟของเรา จะแกะให้ดูในบทที่ 15
งานวิ่งมาราธอนงานหนึ่งจ้างรถพยาบาลมาจอดสแตนด์บายอยู่ตลอดเส้นทางทั้งวัน ควรจ่ายค่าจ้างรถพยาบาลคันนั้นไหม ถ้าตลอดทั้งวันไม่มีใครบาดเจ็บจนต้องใช้บริการเลยสักครั้ง?
คำตอบ: นี่คือหัวใจของดีเบตเรื่องค่าความพร้อมจ่ายเป๊ะๆ ความพร้อมมีต้นทุนของมันจริง คนขับรถพยาบาลต้องได้ค่าจ้างไม่ว่าจะมีเหตุฉุกเฉินหรือไม่ แต่คำถามที่ตามมาคือ ควรจ้างรถพยาบาลมาสแตนด์บายกี่คันถึงจะพอดี ไม่มากเกินจนสิ้นเปลือง ไม่น้อยเกินจนเสี่ยง ซึ่งคำถามนี้โยงตรงไปยังเรื่องปริมาณสำรองไฟฟ้าที่พอดีในบทถัดไป
สรุปท้ายบท
- ไทยเปิดให้เอกชนผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจบูม 2530s เพราะรัฐลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่คนเดียวไม่ทันความต้องการที่โตเร็ว
- โครงสร้าง Enhanced Single Buyer (ESB): กฟผ. เป็นผู้รับซื้อหลักผ่านสัญญา PPA ระยะยาว 20–25 ปี ก่อนขายส่งต่อให้ กฟน./กฟภ.
- สามกลุ่มผู้ผลิตเอกชน: IPP (มากกว่า 90 MW ขาย กฟผ. เท่านั้น), SPP (10–90 MW cogeneration ในนิคมฯ), VSPP (ไม่เกิน 10 MW ขายตรง กฟน./กฟภ.)
- ค่าความพร้อมจ่าย (AP) จ่ายเพื่อ "ความพร้อม" ของโรงไฟฟ้า ต่างจากค่าพลังงาน (EP) ที่จ่ายตามหน่วยที่ผลิตจริง — เป็นทั้งกลไกสร้างความมั่นคงและประเด็นวิจารณ์เรื่องค่าไฟ
คำศัพท์ในบทนี้
| คำศัพท์ | ความหมายแบบเข้าใจง่าย |
|---|---|
| IPP (Independent Power Producer) | ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ มากกว่าประมาณ 90 MW ขายไฟทั้งหมดให้ กฟผ. |
| SPP (Small Power Producer) | ผู้ผลิตไฟฟ้ารายกลาง 10–90 MW มักเป็น cogeneration ในนิคมอุตสาหกรรม |
| VSPP (Very Small Power Producer) | ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก ไม่เกิน 10 MW ขายตรงเข้าระบบจำหน่ายท้องถิ่น |
| PPA (Power Purchase Agreement) | สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 20–25 ปี ที่ล็อกราคาและเงื่อนไขก่อนสร้างโรงจริง |
| Enhanced Single Buyer (ESB) | โครงสร้างตลาดไฟฟ้าไทยที่มี กฟผ. เป็นผู้รับซื้อหลักรายเดียว |
| ค่าความพร้อมจ่าย (AP) | เงินที่จ่ายให้โรงไฟฟ้าเมื่อพร้อมเดินเครื่อง ไม่ว่าจะถูกสั่งเดินจริงหรือไม่ |
| ค่าพลังงาน (EP) | เงินที่จ่ายให้โรงไฟฟ้าตามหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้จริง |
| cogeneration | การผลิตไฟฟ้าและไอน้ำร่วมกันในโรงเดียว ขายทั้งสองอย่างให้ลูกค้า |
| ผู้รับซื้อหลัก (single buyer) | ผู้ซื้อไฟฟ้ารายเดียวที่รวบรวมไฟจากผู้ผลิตหลายรายก่อนขายส่งต่อ |
| การแปรรูป (privatization) | กระบวนการแยกกิจการของรัฐออกมาตั้งบริษัทเอกชนหรือเข้าตลาดหลักทรัพย์ |