บทที่ 16 — ไฟฟ้าไทยกำลังเปลี่ยน: โซลาร์หลังคา รถ EV และ smart grid
The Future of Thai Power
ตลอด 15 บทที่ผ่านมา เราเรียนรู้ระบบไฟฟ้าแบบที่ใช้กันมาร้อยกว่าปี คือถนนทางเดียว โรงไฟฟ้าใหญ่ผลิต สายส่งพา บ้านเรารับ แต่ทศวรรษนี้กติกากำลังถูกเขียนใหม่ทั้งกระดาน หลังคาบ้านผลิตไฟได้เอง รถยนต์กลายเป็นแบตเตอรี่เคลื่อนที่ มิเตอร์คุยกับระบบได้แบบเรียลไทม์ และประเทศไทยประกาศเป้าหมายเลิกปล่อยคาร์บอนที่ผูกอนาคตของทุกโรงไฟฟ้าที่เล่ามาทั้งเล่ม บทสุดท้ายนี้พาไปดูว่าถนนทางเดียวกำลังกลายเป็นถนนสองทางอย่างไร และผู้อ่านเอง ทั้งในฐานะผู้ใช้ไฟและอาจเป็น "ผู้ผลิตไฟ" คนต่อไป กำลังยืนอยู่ตรงจุดไหนของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้
- อธิบายเป้าหมาย carbon neutrality ปี 2050 และ net zero ปี 2065 ของไทยแบบภาพรวม พร้อมผลที่มีต่อแผนพลังงานของประเทศ
- อธิบายการทำงานของโซลาร์หลังคาและระบบขายไฟส่วนเกินคืน (net billing) ได้
- อธิบายผลของรถยนต์ไฟฟ้าต่อระบบไฟฟ้า ทั้งฝั่งที่เป็นภาระใหม่และฝั่งที่เป็นโอกาส
- อธิบายบทบาทของแบตเตอรี่กริดและ smart grid ในระบบไฟฟ้ายุคใหม่ได้
16.1 คำสัญญาสองตัวเลข: 2050 กับ 2065
ในการประชุมสุดยอดผู้นำโลกด้านสภาพภูมิอากาศเมื่อปีค.ศ. 2021 หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า COP26 (Conference of the Parties ครั้งที่ 26 — การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ประเทศไทยประกาศคำมั่นสองตัวเลขที่ผูกอนาคตพลังงานของประเทศไว้ยาวๆ ตัวเลขแรกคือความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ carbon neutrality ภายในปี ค.ศ. 2050 และตัวเลขที่สองคือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ net zero ภายในปี ค.ศ. 2065
ลองนึกภาพทั้งสองคำนี้เป็นบัญชีธนาคารดูจะเข้าใจง่ายที่สุด carbon neutrality คือบัญชีที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เท่าไร ก็ต้องมีตัวดูดกลับ เช่นป่าไม้หรือเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน มาหักลบให้ยอดสุทธิเท่ากับศูนย์พอดี ส่วน net zero เข้มงวดกว่านั้นอีกขั้น เพราะครอบคลุมก๊าซเรือนกระจกทุกชนิด ไม่ใช่แค่คาร์บอนไดออกไซด์ตัวเดียว จึงต้องใช้เวลานานกว่าถึงราวๆ สิบห้าปีถัดจากเป้าแรกกว่าจะไปถึง
เหตุผลที่เรื่องนี้เกี่ยวกับไฟฟ้าโดยตรงก็เพราะภาคการผลิตไฟฟ้าเป็นหนึ่งในผู้ปล่อยคาร์บอนรายใหญ่ที่สุดของประเทศ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่เล่าไว้ในบทที่ 5 ไม่ว่าจะเผาก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหิน จึงกลายเป็นเป้าหมายหลักที่ต้องถูกจับตาและค่อยๆ ลดสัดส่วนลง แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ๆ ที่เล่าไว้ในบทที่ 14 จึงเทน้ำหนักไปทางพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่มีการทบทวนแผน
แต่การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ใช่การกดสวิตช์ปิดเปิดในคืนเดียว โรงไฟฟ้าพลังความร้อนยังต้องทำหน้าที่เป็น "กองหลัง" ของระบบไปอีกนาน คอยรับภาระตอนที่แดดไม่ออกหรือลมไม่พัดตามที่เล่าไว้ในบทที่ 7 โจทย์ที่แท้จริงจึงไม่ใช่การเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทันที แต่คือการค่อยๆ ปรับสัดส่วนทีมทั้งหมดทีละปี โดยไม่ทำให้ไฟดับและไม่ทำให้ค่าไฟพุ่งพรวดจนประชาชนรับไม่ไหว
16.2 โซลาร์หลังคา: บ้านที่กลายเป็นโรงไฟฟ้า
ระบบโซลาร์หลังคาที่นิยมติดกันมากที่สุดในบ้านเราเรียกว่าระบบ on-grid คือแผงโซลาร์เซลล์และอินเวอร์เตอร์ที่เล่าไว้ในบทที่ 7 ถูกต่อขนานเข้ากับระบบไฟฟ้าของบ้านโดยตรง ไม่ได้แยกวงจรเป็นเอกเทศ ตอนกลางวันที่มีแดด บ้านจะใช้ไฟที่แผงผลิตได้ก่อนเป็นอันดับแรก ถ้าผลิตได้มากกว่าที่ใช้ ไฟส่วนเกินก็จะไหลออกไปขายเข้าระบบของการไฟฟ้า ส่วนตอนกลางคืนที่แผงไม่ผลิตไฟ บ้านก็กลับมาซื้อไฟจากระบบตามปกติเหมือนเดิม
บ้านที่อยากขายไฟส่วนเกินคืนสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชนกับการไฟฟ้านครหลวง (Metropolitan Electricity Authority เรียกย่อว่า กฟน. หรือ MEA) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (Provincial Electricity Authority เรียกย่อว่า กฟภ. หรือ PEA) ตามพื้นที่ที่บ้านตั้งอยู่ ทวนจากบทที่ 12 ราคารับซื้อไฟคืนอยู่ที่ประมาณ 2.2 บาทต่อหน่วยตามเงื่อนไขปัจจุบัน ซึ่งปรับเปลี่ยนได้ตามประกาศ
จุดที่ต้องสังเกตให้ดีคือราคาขายไฟคืนนี้ต่ำกว่าราคาที่เราซื้อไฟจากระบบมาก ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 4 บาทกว่าต่อหน่วย เกมของโซลาร์หลังคาบ้านเราจึงไม่ใช่ "ขายไฟให้รวย" แต่คือ "ใช้ไฟที่ผลิตเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้" กลไกนี้เรียกว่า net billing ซึ่งต่างจาก net metering ที่หลายประเทศใช้ net billing คือการแยกคิดราคาไฟที่ซื้อกับไฟที่ขายคืนคนละราคากันชัดเจน ในขณะที่ net metering คือการหักลบหน่วยไฟที่ซื้อกับที่ขายคืนในราคาเดียวกัน เหมือนหมุนมิเตอร์ถอยหลัง ซึ่งบ้านเราไม่ได้ใช้ระบบแบบนั้น
- Rooftop solar PV array — แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา ส่วนที่ "ผลิต" ไฟฟ้าจากแสงแดดตามที่เล่าไว้ในบทที่ 7
- Utility grid connection — จุดเชื่อมต่อสายไฟจากเสาไฟฟ้าเข้าสู่บ้าน เส้นทางที่บ้านซื้อไฟตอนกลางคืนหรือขายไฟส่วนเกินคืน
- Home loads (lighting, appliances, HVAC) — เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ไฟส่องสว่าง และเครื่องปรับอากาศ คือส่วนที่ "ใช้" ไฟฟ้าทุกวัน
- Wall-mounted home battery (storage system) — แบตเตอรี่บ้านติดผนัง ส่วนที่ "เก็บ" ไฟส่วนเกินไว้ใช้ตอนไม่มีแดด
- House supply (main distribution panel) — แผงจ่ายไฟหลักของบ้าน จุดที่รวมไฟจากทุกแหล่งก่อนกระจายไปทั่วบ้าน
- Electric vehicle charging station — เครื่องชาร์จรถ EV ในบ้าน อีกหนึ่งจุด "ใช้" ไฟที่ใหญ่ที่สุดจุดใหม่ของบ้าน
- Property loads (outdoor lighting, pool pump, etc.) — ไฟส่องสว่างรอบบ้านและอุปกรณ์นอกตัวบ้าน เช่นปั๊มน้ำสระ ก็นับรวมอยู่ในโหลดของบ้านเช่นกัน
แล้วติดโซลาร์คุ้มไหม คำตอบขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ไฟของบ้านเป็นหลัก บ้านที่มีคนอยู่ตอนกลางวัน เช่นบ้านที่ work from home เปิดแอร์กลางวันบ่อย หรือเป็นร้านค้าที่เปิดตลอดวัน จะได้ใช้ไฟที่ผลิตเองแทบทั้งหมด คืนทุนค่าติดตั้งได้ในราวๆ 5 ถึง 8 ปี ขณะที่แผงโซลาร์มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 25 ปี ถือว่าคุ้มค่ามาก แต่บ้านที่ทุกคนออกไปทำงานตอนกลางวันจนบ้านว่างเปล่า ผลิตไฟได้แต่ไม่มีคนอยู่ใช้ ไฟส่วนใหญ่ก็ต้องขายคืนในราคาต่ำ ต้องคิดคำนวณให้รอบคอบขึ้นก่อนตัดสินใจ
เมื่อมองในระดับทั้งประเทศ หลังคาบ้านนับหมื่นนับแสนหลังที่ติดโซลาร์รวมกันแล้วมีกำลังผลิตมหาศาล เปรียบเหมือนโรงไฟฟ้ากระจายตัวขนาดใหญ่ที่ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าซึ่งเล่าไว้ในบทที่ 3 มองไม่เห็นโดยตรง เพราะไม่ได้อยู่ในระบบสั่งการแบบโรงไฟฟ้าใหญ่ ผลที่ตามมาคือช่วงเที่ยงวันที่แดดจัดที่สุด ระบบไฟฟ้าโดยรวมจะเบาลงเพราะบ้านนับล้านหลังผลิตไฟใช้เอง แต่พอตกเย็นแดดหมด โซลาร์หยุดผลิตพร้อมกันทั้งหมดในเวลาไล่เลี่ยกัน ความต้องการก็พรวดขึ้นทันที นี่คือปรากฏการณ์เส้นโค้งเป็ด หรือ duck curve ที่เล่าไว้ในบทที่ 7 กำลังกลับมาเล่นบทบาทในเวอร์ชันไทยๆ อีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้ตัวการหลักคือหลังคาบ้านคนไทยเอง
ถ้าราคาขายไฟคืน (ประมาณ 2.2 บาทต่อหน่วย) ต่ำกว่าราคาซื้อไฟ (ประมาณ 4 บาทกว่าต่อหน่วย) มาก บ้านที่ติดโซลาร์ควรวางกลยุทธ์การใช้ไฟอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด?
คำตอบ: ย้ายกิจกรรมที่กินไฟหนักมาไว้ช่วงกลางวันที่แดดจัด เช่นซักผ้า อบผ้า ล้างจาน ตั้งเวลาเครื่องทำน้ำอุ่นหรือแอร์ล่วงหน้า เพราะไฟหนึ่งหน่วยที่ "ใช้เองแทนการซื้อ" มีค่าเท่ากับราคาซื้อไฟเต็มๆ ประมาณ 4 บาทกว่า ในขณะที่ไฟหนึ่งหน่วยที่ขายคืนได้แค่ประมาณ 2.2 บาท ต่างกันเกือบเท่าตัว
16.3 รถ EV: ผู้ใช้ไฟรายใหญ่คนใหม่ (และแบตเคลื่อนที่)
รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV (Electric Vehicle — ยานยนต์ไฟฟ้า) กำลังกลายเป็นผู้ใช้ไฟรายใหญ่หน้าใหม่ของทุกบ้าน การชาร์จรถ EV หนึ่งคันที่บ้านให้กำลังไฟใกล้เคียงกับการเปิดเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่พร้อมกันหลายตัวตลอดช่วงเวลาที่เสียบชาร์จ ถ้าทั้งซอยพร้อมใจกันเสียบชาร์จรถตอนหกโมงเย็นซึ่งเป็นช่วงพีคของระบบพอดี หม้อแปลงประจำซอยที่เล่าไว้ในบทที่ 10 อาจร้องไห้ เพราะโหลดพุ่งเกินขนาดที่ออกแบบไว้แต่แรก
ทางแก้ที่ใช้กันอยู่มีสองทางหลัก ทางแรกคือชาร์จตอนดึกในช่วงที่ไฟเหลือและอัตราค่าไฟตามช่วงเวลาการใช้ หรือ TOU (Time of Use — อัตราค่าไฟตามช่วงเวลาการใช้ไฟ) ที่เล่าไว้ในบทที่ 11 และ 15 ถูกกว่าช่วงกลางวัน ทางที่สองคือใช้เครื่องชาร์จอัจฉริยะที่เลื่อนเวลาชาร์จให้อัตโนมัติ โดยไม่ต้องตื่นมาเสียบเองตอนตีสอง
มุมกลับที่น่าตื่นเต้นของรถ EV คือแนวคิด V2G (Vehicle-to-Grid — รถจ่ายไฟกลับเข้าระบบ) รถยนต์ทั่วไปจอดนิ่งอยู่ในโรงรถหรือที่จอดรถมากถึงประมาณร้อยละ 90 ของเวลาทั้งหมด นั่นหมายความว่ารถ EV แต่ละคันคือแบตเตอรี่ก้อนยักษ์ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกใช้งาน ในอนาคตรถเหล่านี้อาจจ่ายไฟกลับเข้าระบบช่วงที่ความต้องการพุ่งสูง แล้วชาร์จกลับคืนตอนดึกที่ไฟเหลือ ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงทดลองแนวคิดนี้ แต่ทิศทางของเทคโนโลยีโลกชัดเจนว่ากำลังมุ่งไปทางนี้
- Wallbox EV charger และ Charger status indicator (Green = Charging) — กล่องเครื่องชาร์จติดผนังและไฟสถานะสีเขียวที่บอกว่ากำลังชาร์จอยู่
- Cable holder และ Charging cable — ที่ม้วนเก็บสายและสายชาร์จที่เสียบเข้ากับรถ
- Vehicle charging port (with locking connector) — ช่องเสียบชาร์จของรถที่มีตัวล็อกกันสายหลุดระหว่างชาร์จ
- Thai house carport และ Warm house lighting — โรงจอดรถบ้านไทยและแสงไฟอบอุ่นจากในบ้าน บอกบรรยากาศการชาร์จตอนกลางคืน
- Driveway / floor — พื้นทางเข้าบ้านที่จอดรถชาร์จอยู่
แบตรถ EV หนึ่งคันมีความจุประมาณ 60 กิโลวัตต์ชั่วโมง เก็บพลังงานได้พอให้บ้านทั่วไปใช้ไฟได้นานถึงประมาณ 3 ถึง 5 วัน รถที่จอดเฉยๆ อยู่ในโรงรถทุกวันจึงเปรียบได้กับ "พาวเวอร์แบงก์ประจำบ้าน" ที่ใหญ่กว่าแบตเตอรี่บ้านทั่วไปหลายเท่าตัว
16.4 แบตเตอรี่กริดและตัวเก็บพลังงาน
ย้อนกลับไปที่ปัญหาซึ่งเล่าค้างไว้ตั้งแต่บทที่ 3 และบทที่ 7 คือยิ่งระบบไฟฟ้าพึ่งพลังงานหมุนเวียนมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องมี "ที่เก็บไฟ" มากขึ้นเท่านั้น เพราะแดดและลมผลิตไฟตามใจฟ้า ไม่ใช่ตามใจระบบ ตอนนี้คำตอบมาถึงมือแล้วในรูปแบบของ BESS (Battery Energy Storage System — ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่) ซึ่งเป็นตู้คอนเทนเนอร์บรรจุแบตเตอรี่ลิเธียมจำนวนมาก ติดตั้งอยู่ข้างสถานีไฟฟ้าหรือโซลาร์ฟาร์ม จุดเด่นที่สุดของ BESS คือความเร็วในการตอบสนอง สามารถรับหรือจ่ายไฟได้ภายในเสี้ยววินาที เร็วกว่าโรงไฟฟ้าชนิดใดๆ ที่เล่ามาทั้งเล่ม
ระบบเก็บพลังงานของประเทศไม่ได้มีแค่ BESS ตัวเดียว แต่ทำงานเป็นทีมร่วมกับเขื่อนสูบกลับที่เล่าไว้ในบทที่ 6 ซึ่งเก็บพลังงานได้มากกว่าและนานกว่ามาก แต่ตอบสนองช้ากว่า BESS จึงเหมาะกับงานเก็บไฟระยะสั้นแบบเสี้ยววินาทีถึงไม่กี่ชั่วโมง ส่วนเขื่อนสูบกลับเหมาะกับการเก็บไฟข้ามวันข้ามคืน และในระยะยาวยังมีไฮโดรเจนรออยู่ที่ขอบฟ้าถัดไป เป็นเทคโนโลยีเก็บพลังงานที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาแต่มีศักยภาพเก็บไฟได้นานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน
ประเทศไทยเริ่มติดตั้ง BESS แล้วจริง เช่นที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาลและบำเหน็จณรงค์ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (Electricity Generating Authority of Thailand เรียกย่อว่า กฟผ. หรือ EGAT) ทวนจากบทที่ 12 รวมถึงโครงการโซลาร์ไฮบริดที่เขื่อนสิรินธรซึ่งเล่าไว้ในบทที่ 7 ที่ผสาน BESS เข้ากับโซลาร์ลอยน้ำและพลังน้ำในจุดเดียวกัน แม้สเกลปัจจุบันยังเล็กเมื่อเทียบกับขนาดทั้งระบบ แต่ทิศทางการลงทุนก็ชัดเจนว่ากำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ
- High-Voltage Transmission Line — สายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่เล่าไว้ในบทที่ 9 เชื่อมสถานีนี้เข้ากับระบบส่วนที่เหลือของประเทศ
- Substation Switchyard และ Power Transformer — ลานสวิตช์และหม้อแปลงไฟฟ้าของสถานี ทำหน้าที่แปลงและควบคุมแรงดันตามที่เล่าไว้ในบทที่ 10
- Solar Farm — โซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างสถานี หนึ่งในแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่ต้องพึ่ง BESS ช่วยเก็บไฟ
- Battery Energy Storage System (BESS) Containers — ตู้คอนเทนเนอร์บรรจุแบตเตอรี่กริดเรียงเป็นแถว หัวใจของหัวข้อนี้ ตอบสนองไวระดับเสี้ยววินาที
- Fire Suppression System — ระบบดับเพลิงประจำจุด สำคัญมากเพราะแบตเตอรี่จำนวนมากต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยสูง
- Perimeter Security Fence และ Access Road — รั้วรอบขอบชิดและถนนเข้าออกของสถานี ตามมาตรฐานความปลอดภัยเดียวกับสถานีไฟฟ้าทั่วไป
16.5 Smart grid: ระบบไฟฟ้าที่คุยกันได้
นี่คือหัวใจของบทนี้ ระบบไฟฟ้าที่เคยเป็นถนนทางเดียวมาตลอดร้อยกว่าปี กำลังกลายเป็นถนนสองทางอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ไฟฟ้าที่ไหลได้สองทิศทาง จากบ้านที่ขายไฟคืนเข้าระบบตามที่เล่าไว้ในหัวข้อ 16.2 แต่ข้อมูลก็ไหลได้สองทิศทางเช่นกัน สมาร์ทมิเตอร์ที่เล่าไว้ในบทที่ 11 รายงานข้อมูลการใช้ไฟกลับไปยังระบบแบบเรียลไทม์ ไม่ใช่แค่ให้เจ้าหน้าที่มาจดเลขทุกสิ้นเดือนเหมือนเดิมอีกต่อไป
ระบบใหม่ที่คุยกันได้แบบนี้ทำอะไรได้บ้าง อย่างแรกคือชี้จุดไฟดับได้แม่นยำขึ้นมาก ทวนจากบทที่ 11 ที่เล่าว่าสมาร์ทมิเตอร์ช่วยระบุตำแหน่งปัญหาได้เร็วกว่าการรอสายแจ้งเข้ามา อย่างที่สองคืออัตรา TOU ที่เล่าไปในหัวข้อก่อนช่วยจูงใจให้ผู้ใช้ไฟเลื่อนกิจกรรมที่กินไฟหนักออกจากช่วงพีค และอย่างที่สามคือการบริหารจัดการหลังคาโซลาร์นับหมื่นหลังรวมกับรถ EV นับแสนคันให้ทำงานประสานกันเหมือนเป็น "โรงไฟฟ้าเสมือน" หรือ VPP (Virtual Power Plant — โรงไฟฟ้าเสมือน) แนวคิดที่กำลังเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก
- Home energy monitoring app (overview screen) — แอปดูข้อมูลการใช้ไฟของบ้านบนมือถือ หน้าจอภาพรวมที่แสดงทุกอย่างในที่เดียว
- Hourly electricity usage graph — กราฟแสดงการใช้ไฟรายชั่วโมง ทำให้เห็นว่าช่วงไหนของวันบ้านใช้ไฟมากหรือน้อย
- Summary of current power and top appliance usage — สรุปกำลังไฟที่ใช้อยู่ขณะนี้และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากที่สุด ช่วยให้ตัดสินใจประหยัดไฟได้ตรงจุด
- Smart electricity meter — สมาร์ทมิเตอร์ที่ติดผนังบ้าน อุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลการใช้ไฟแบบเรียลไทม์เข้าแอปตามที่เล่าไว้ในบทที่ 11
- Electrical conduit and cables — ท่อร้อยสายและสายไฟที่เชื่อมมิเตอร์เข้ากับระบบไฟฟ้าของบ้าน
- Smartphone และ Thai home environment — มือถือที่ใช้เปิดแอป และบรรยากาศบ้านไทยที่เป็นฉากหลัง
คำศัพท์ประจำยุคใหม่ที่ผู้อ่านควรรู้จักไว้คือ prosumer ซึ่งมาจากการรวมคำว่า producer (ผู้ผลิต) กับ consumer (ผู้บริโภค) เข้าด้วยกัน ผู้อ่านที่ติดโซลาร์หลังคา มีแบตเตอรี่บ้าน และขับรถ EV ครบทั้งสามอย่าง ก็คือ prosumer เต็มตัวแล้วในความหมายที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ผู้ใช้ไฟฝ่ายเดียวเหมือนที่ทุกบทก่อนหน้านี้เคยเล่าไว้อีกต่อไป
16.6 ปิดเล่ม: จากผู้ใช้ไฟ สู่ผู้เข้าใจระบบ
มาถึงบทสุดท้ายแล้ว ลองร้อยทุกบทของหนังสือเล่มนี้เข้าด้วยกันในหนึ่งย่อหน้าดู เมื่อเราเปิดสวิตช์ไฟที่บ้านหนึ่งครั้ง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าแห่งใดแห่งหนึ่งจะรับภาระเพิ่มขึ้นทันทีเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการผลิตกับการใช้ตามที่เล่าไว้ในบทที่ 3 และ 4 ไฟฟ้าก้อนนั้นมาจากเมนูเชื้อเพลิงที่ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้ายี่สิบปีตามแผน PDP ในบทที่ 14 เดินทางผ่านสายส่งแรงสูงหลายแสนโวลต์และหม้อแปลงหลายทอดตามที่เล่าไว้ในบทที่ 9 ถึง 11 ก่อนจะกลายเป็นตัวเลขหนึ่งบรรทัดในบิลค่าไฟที่เราแกะกันมาแล้วในบทที่ 15 และทั้งหมดนี้กำลังวิวัฒน์ไปพร้อมกันตามที่เล่าไว้ในบทที่ 16 นี้เอง
ทุกเทคโนโลยีที่เล่ามาในบทนี้ ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์หลังคา รถ EV หรือ BESS ล้วนวิ่งกลับไปหากติกาเดิมที่เล่าไว้ตั้งแต่บทที่ 3 คือปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตต้องเท่ากับปริมาณที่ใช้อยู่ตลอดเวลาทุกวินาที สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่กติกาข้อนี้ แต่คือ "ใคร" ที่เข้ามาช่วยรักษาสมดุลนั้นได้บ้าง จากเดิมที่มีแค่โรงไฟฟ้าใหญ่ไม่กี่แห่ง วันนี้ผู้เล่นขยายไปถึงหลังคาบ้าน แบตเตอรี่บ้าน และรถยนต์ของทุกคน
ผู้อ่านที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ไม่ใช่แค่ "ผู้ใช้ไฟ" อีกต่อไป แต่กลายเป็น "ผู้เข้าใจระบบ" ที่มองเห็นภาพรวมทั้งเส้นทางของไฟฟ้าตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง เครื่องมือที่ช่วยให้ติดตามความเคลื่อนไหวของวงการนี้ต่อไปได้มีหลายทาง เช่นรายงานสถานการณ์พลังงานของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (Energy Policy and Planning Office เรียกย่อว่า สนพ. หรือ EPPO) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (Energy Regulatory Commission เรียกย่อว่า กกพ. หรือ ERC) ทวนบทบาทจากบทที่ 12 แอปพลิเคชันของการไฟฟ้าแต่ละแห่งที่เล่าไว้ในบทที่ 15 และข่าวความเคลื่อนไหวของแผน PDP ฉบับใหม่ที่ออกมาทุกๆ สองสามปี
จากนี้ไป ไม่ว่าจะอ่านข่าวพลังงานชิ้นไหน ไม่ว่าจะเป็นข่าวค่า Ft ขึ้น ข่าวโรงไฟฟ้าใหม่ ข่าวราคาก๊าซโลก หรือข่าวเป้าหมาย net zero ผู้อ่านก็จะรู้ทันทีว่าข่าวนั้นเสียบอยู่ตรงจุดไหนของแผนที่ระบบไฟฟ้าทั้งหมดที่เราเรียนรู้ร่วมกันมาตลอดสิบหกบทนี้ นั่นคือของขวัญที่แท้จริงของการอ่านหนังสือเล่มนี้จนจบ
สรุปท้ายบท
- ไทยประกาศเป้าหมาย carbon neutrality ภายในปี 2050 และ net zero ภายในปี 2065 ที่ COP26 — ภาคไฟฟ้าคือหนึ่งในผู้ปล่อยคาร์บอนรายใหญ่ที่ต้องเปลี่ยนแปลง
- โซลาร์หลังคาระบบ on-grid ใช้ไฟเองก่อน ส่วนเกินขายคืนผ่านโครงการโซลาร์ภาคประชาชนแบบ net billing — ราคาขายคืนต่ำกว่าราคาซื้อมาก เกมคือ "ใช้เองให้มากที่สุด"
- รถ EV เป็นภาระใหม่ของหม้อแปลงซอยถ้าชาร์จพร้อมกันตอนพีค แต่ก็เป็นแบตเตอรี่เคลื่อนที่ผ่านแนวคิด V2G ในอนาคต
- BESS และเขื่อนสูบกลับทำงานเป็นทีมเก็บพลังงาน ปิดช่องว่างของพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตตามฟ้าไม่ตามใจระบบ
- smart grid เปลี่ยนระบบจากถนนทางเดียวเป็นถนนสองทาง ทั้งไฟฟ้าและข้อมูล — ผู้อ่านที่มีโซลาร์+แบต+EV ครบคือ prosumer เต็มตัว
คำศัพท์ในบทนี้
| คำศัพท์ | ความหมายแบบเข้าใจง่าย |
|---|---|
| carbon neutrality / net zero | เป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน/ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ของไทยที่ปี 2050 และ 2065 ตามลำดับ |
| โซลาร์หลังคา (rooftop solar) | ระบบแผงโซลาร์เซลล์ติดหลังคาบ้าน ต่อขนานเข้ากับระบบไฟฟ้าบ้านแบบ on-grid |
| net billing | กลไกขายไฟส่วนเกินคืนที่แยกคิดราคาซื้อกับราคาขายคนละราคา ใช้ในไทย ต่างจาก net metering |
| โครงการโซลาร์ภาคประชาชน | โครงการรับซื้อไฟส่วนเกินจากโซลาร์หลังคาบ้าน โดยกฟน./กฟภ. |
| EV (ยานยนต์ไฟฟ้า) | รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่แทนเครื่องยนต์สันดาป |
| V2G | Vehicle-to-Grid — แนวคิดให้รถ EV จ่ายไฟกลับเข้าระบบได้ ไม่ใช่แค่รับไฟอย่างเดียว |
| BESS | Battery Energy Storage System — ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ตอบสนองไวระดับเสี้ยววินาที |
| smart grid | ระบบไฟฟ้าที่ทั้งไฟฟ้าและข้อมูลไหลได้สองทิศทางระหว่างระบบกับผู้ใช้ |
| สมาร์ทมิเตอร์ | มิเตอร์ไฟฟ้าที่รายงานข้อมูลการใช้ไฟแบบเรียลไทม์กลับไปยังระบบ |
| TOU | Time of Use — อัตราค่าไฟที่ต่างกันตามช่วงเวลาของวัน ถูกกว่าตอนดึก แพงกว่าตอนพีค |
| prosumer | producer+consumer — ผู้ที่ทั้งใช้และผลิตไฟฟ้าในเวลาเดียวกัน เช่นบ้านที่มีโซลาร์+แบต+EV |
| โรงไฟฟ้าเสมือน (VPP) | Virtual Power Plant — การรวมแหล่งไฟฟ้ากระจายตัวจำนวนมาก เช่นโซลาร์หลังคาและ EV ให้ทำงานประสานกันเสมือนโรงไฟฟ้าแห่งเดียว |