ห้องสมุดหน้าหลัก › ภาค 3 การเดินทางของไฟฟ้า › บทที่ 11

บทที่ 11 — จากเสาไฟหน้าบ้านถึงปลั๊ก: ระบบจำหน่ายและมิเตอร์

Distribution to Your Home

⚡ ทำไมบทนี้น่ารู้

เงยหน้ามองเสาไฟหน้าบ้านสักครั้ง สายพาดกันยั้วเยี้ยหลายชั้นนั้นมีระเบียบซ่อนอยู่ ชั้นบนคือไฟแรงกลางที่อันตรายถึงชีวิต ชั้นล่างคือไฟเข้าบ้าน และพวงดำๆ ที่เหลือคือสายสื่อสาร บทนี้พาอ่าน "เสาไฟหน้าบ้าน" ให้ออก เข้าใจว่ามิเตอร์นับเงินเรายังไง ไฟดับเพราะอะไร และเบอร์ไหนที่ควรบันทึกไว้ในมือถือทุกเครื่อง

🎯 อ่านจบบทนี้ คุณจะเข้าใจ…
  • ไล่เส้นทางช่วงจำหน่ายได้: สถานีย่อย → สายแรงกลางตามถนน → หม้อแปลงซอย → สายแรงต่ำ → มิเตอร์ → ตู้ไฟบ้าน
  • อ่านชั้นสายบนเสาไฟหน้าบ้านได้ว่าชั้นไหนคืออะไร
  • อธิบายการทำงานของมิเตอร์ และความต่างระหว่างมิเตอร์จานหมุนกับสมาร์ทมิเตอร์
  • วิเคราะห์สาเหตุไฟดับแบบต่างๆ และรู้วิธีแจ้งเหตุ

11.1 ช่วงสุดท้ายของการเดินทาง

ต่อจากหม้อแปลงหน้าบ้านที่เล่าไว้ท้ายบทที่ 10 ไฟฟ้าที่ออกจากสถานีย่อยจะเป็นสายแรงกลางที่มีแรงดันประมาณ 22 กิโลโวลต์ สำหรับพื้นที่ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือประมาณ 24 กิโลโวลต์ สำหรับพื้นที่ของการไฟฟ้านครหลวง วิ่งไปตามแนวถนนสายหลักของแต่ละย่าน สายแรงกลางเส้นนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่าฟีดเดอร์ (feeder) เปรียบได้กับท่อเมนย่อยที่ป้อนน้ำเข้าแต่ละย่านนั่นเอง

เมื่อฟีดเดอร์แตกแขนงเข้าซอย จะไปเจอกับหม้อแปลงซอยที่เล่าไว้แล้วในบทที่ 10 จากนั้นจึงกลายเป็นสายแรงต่ำระยะสั้นๆ ที่มีแรงดันประมาณ 220-380 โวลต์ เข้าสู่กลุ่มบ้านเรือนโดยตรง เหตุผลที่สายแรงต่ำต้องลากในระยะสั้นๆ เท่านั้นมาจากตรรกะเดียวกับที่เล่าไว้ในบทที่ 9 เพียงกลับด้าน แรงดันยิ่งต่ำ กระแสยิ่งต้องสูงขึ้นเพื่อส่งกำลังไฟฟ้าเท่าเดิม และกระแสสูงก็หมายถึงการสูญเสียและไฟตกที่มากขึ้นตามระยะทาง หม้อแปลงซอยจึงต้องกระจายอยู่ถี่ๆ ทุกไม่กี่ร้อยเมตร ให้อยู่ใกล้บ้านเรือนที่สุดเท่าที่จะทำได้

เขตการไฟฟ้า ← | → เขตบ้านเรา สายแรงกลาง 22,000 V สายแรงต่ำ 220 V สถานีย่อย หม้อแปลงซอย มิเตอร์ ตู้เบรกเกอร์ แสงสว่าง ปลั๊ก แอร์ น้ำอุ่น
เส้นทางช่วงจำหน่าย — จากสถานีย่อยผ่านหม้อแปลงซอย มิเตอร์ ตู้เบรกเกอร์ จนถึงวงจรย่อยแต่ละห้อง เส้นประคือรอยต่อระหว่างเขตของการไฟฟ้ากับเขตบ้านเรา

11.2 อ่านเสาไฟหน้าบ้านให้ออก

ลองเงยหน้ามองเสาไฟหน้าบ้านสักครั้ง สายที่พาดกันยั้วเยี้ยหลายชั้นดูเหมือนไม่มีระเบียบ แต่จริงๆ แล้วมีลำดับชั้นซ่อนอยู่ ไล่จากบนลงล่างได้ดังนี้ ชั้นบนสุดคือสายแรงกลางประมาณ 22 กิโลโวลต์ ที่พาดอยู่บนลูกถ้วยฉนวน เป็นโซนอันตรายที่สุดของทั้งเสา กฎหมายจึงกำหนดให้ต้องอยู่สูงพ้นระยะที่คนเอื้อมถึงเสมอ ถัดลงมาตรงกลางคือหม้อแปลงซอยพร้อมฟิวส์คัตเอาต์ ซึ่งเป็นกระบอกเอียงๆ ที่บางครั้ง "ระเบิดเปรี้ยง" เวลาฟิวส์ขาด ถัดลงมาอีกคือสายแรงต่ำที่เข้าบ้านจริง และชั้นล่างสุดคือมัดสายสื่อสารสีดำที่พันกันยุ่งเหยิงที่สุด

เสาไฟฟ้าคอนกรีตไทยแสดงชั้นสายชัดเจน สายแรงกลางบนสุด หม้อแปลงพร้อมฟิวส์คัตเอาต์ตรงกลาง สายแรงต่ำและสายสื่อสารด้านล่าง
  1. Medium voltage (22 kV) lines on insulators — สายแรงกลางบนสุดที่พาดบนลูกถ้วยฉนวน โซนอันตรายที่สุดของเสา ตรงตามที่อธิบายไว้ข้างต้น
  2. Pole crossarm — แขนเสาที่ยื่นออกมารับน้ำหนักลูกถ้วยและสายแรงกลาง
  3. Cutout fuses — ฟิวส์คัตเอาต์ กระบอกเอียงๆ ที่ป้องกันหม้อแปลงซอย เวลาขาดจะมีเสียง "เปรี้ยง" ดังตามที่เล่าไว้ในย่อหน้าถัดไป
  4. Pole transformer — หม้อแปลงซอยที่เล่าไว้แล้วในบทที่ 10 ลดแรงดันจากสายแรงกลางเป็นสายแรงต่ำ
  5. Low voltage (400/230 V) lines — สายแรงต่ำที่กระจายออกจากหม้อแปลงเข้าบ้านเรือนโดยตรง
  6. Communication cables — มัดสายสื่อสารสีดำชั้นล่างสุด ไม่ใช่สายไฟฟ้า รายละเอียดอยู่ในกล่องเกร็ดน่ารู้ถัดไป
เสาไฟหน้าบ้านฉบับเต็ม — บนสุดแรงกลาง กลางหม้อแปลง ล่างไฟเข้าบ้าน ล่างสุดสายสื่อสาร

เกร็ดที่คนเข้าใจผิดกันบ่อยคือเสียง "เปรี้ยง" ดังกลางดึกพร้อมไฟดับทั้งซอยในทันที มักไม่ใช่หม้อแปลง "ระเบิด" อย่างที่หลายคนตกใจคิด แต่เป็นฟิวส์คัตเอาต์ของหม้อแปลงขาดต่างหาก ซึ่งเป็นกลไกป้องกันที่ทำงานตามปกติ ไม่ใช่อุบัติเหตุร้ายแรงแต่อย่างใด

💡 เกร็ดน่ารู้

มัดสายดำยั้วเยี้ยชั้นล่างสุดของเสาคือสายอินเทอร์เน็ตและสายเคเบิลทีวีของผู้ให้บริการเอกชนที่มาเช่าพาดเสา ไม่ใช่สายไฟฟ้าแต่อย่างใด ไฟดับกับเน็ตล่มจึงเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

ในเขตเมืองบางพื้นที่ การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีโครงการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดินแทนสายอากาศ ข้อดีคือทัศนียภาพสวยขึ้นและทนต่อพายุลมแรงได้ดีกว่ามาก แต่ข้อเสียคือต้นทุนก่อสร้างแพงกว่าสายอากาศธรรมดาหลายเท่าตัว และเวลาเกิดปัญหาก็หาจุดเสียและซ่อมแซมได้ยากและช้ากว่าด้วย จึงต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ไม่มีแบบไหนดีกว่ากันทุกกรณี

11.3 มิเตอร์: มาตรวัดที่นับเงินเรา

มิเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่นับพลังงานไฟฟ้าที่บ้านเราใช้สะสมไปเรื่อยๆ เป็นหน่วยที่เรียกว่ากิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ทวนความจำจากบทที่ 1 ไม่ต่างจากมาตรวัดน้ำที่นับปริมาณน้ำเป็นลูกบาศก์เมตรเลย

มิเตอร์แบบเก่าที่หลายบ้านยังใช้อยู่เป็นแบบจานหมุน จานอะลูมิเนียมวงกลมภายในจะหมุนเร็วขึ้นตามปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ในขณะนั้น ยิ่งเปิดแอร์หลายเครื่องพร้อมกัน จานก็ยิ่งหมุนติ้วเร็วขึ้น แล้วสะสมเป็นตัวเลขกลไกที่เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าต้องเดินมาจดบันทึกทุกเดือนด้วยตัวเอง ส่วนสมาร์ทมิเตอร์ที่กำลังทยอยเปลี่ยนมาแทนที่เป็นมิเตอร์แบบวัดผลดิจิทัลที่ส่งค่าการใช้ไฟกลับไปยังการไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่มาจดอีกต่อไป และยังดูข้อมูลการใช้ไฟย้อนหลังเป็นรายชั่วโมงผ่านแอปพลิเคชันได้ด้วย ความสามารถนี้เปิดทางไปสู่การคิดค่าไฟตามช่วงเวลาการใช้งาน หรือที่เรียกย่อว่า TOU (Time of Use) ซึ่งจะเล่าละเอียดอีกครั้งในบทที่ 15-16

มิเตอร์ไฟฟ้าสองแบบติดผนังบ้านไทยเทียบกัน มิเตอร์จานหมุนแบบเก่าและสมาร์ทมิเตอร์ดิจิทัลจอ LCD
  1. Electromechanical (Spinning Disc) Meter — มิเตอร์แบบเก่าฝั่งซ้าย ใช้จานอะลูมิเนียมหมุนตามปริมาณไฟฟ้าที่ใช้
  2. Spinning Aluminum Disc — จานอะลูมิเนียมที่หมุนเร็วขึ้นเมื่อใช้ไฟมากขึ้น ตามที่อธิบายไว้ในย่อหน้าก่อนหน้า
  3. kWh Register (Odometer) — ตัวเลขกลไกที่สะสมหน่วยไฟฟ้าไว้ เจ้าหน้าที่ต้องมาจดด้วยตาทุกเดือน
  4. Glass Cover และ Terminal Cover (Seals) — ฝาครอบกระจกและซีลปิดจุดต่อสาย ป้องกันการแกะดัดแปลง
  5. Meter Information (Nameplate) — ป้ายข้อมูลมิเตอร์ บอกรุ่น พิกัดกระแส และหน่วยงานเจ้าของ
  6. Electronic (Smart) Meter — สมาร์ทมิเตอร์ฝั่งขวา วัดผลดิจิทัลและส่งค่าอัตโนมัติ
  7. LCD Display (Consumption) — จอแสดงหน่วยไฟฟ้าที่ใช้สะสม อ่านค่าได้ตรงๆ ไม่ต้องตีความจากจานหมุน
  8. Status Indicators (LEDs) และ Optical Port (for Utility) — ไฟสถานะแสดงการทำงาน และช่องสื่อสารที่เจ้าหน้าที่ใช้เชื่อมต่ออ่านค่าหรือตั้งค่า
มิเตอร์จานหมุนรุ่นเก๋ากับสมาร์ทมิเตอร์ดิจิทัล — มาตรวัดที่นับทุกหน่วยที่บ้านเราใช้
💡 เกร็ดน่ารู้

มิเตอร์บ้านทั่วไปมักมีขนาดประมาณ 5(15) แอมป์ ตัวเลขในวงเล็บคือกระแสสูงสุดที่มิเตอร์ทนได้ บ้านที่ติดเครื่องปรับอากาศหลายเครื่องพร้อมกันมักต้องยื่นขอขยายเป็นขนาด 15(45) แอมป์ เพื่อให้รองรับการใช้ไฟที่มากขึ้นได้อย่างปลอดภัย

อีกเรื่องที่ควรรู้ไว้คือมิเตอร์ไฟฟ้าทุกตัวเป็นทรัพย์สินของการไฟฟ้า ไม่ใช่ของเจ้าของบ้าน การแกะหรือดัดแปลงมิเตอร์ด้วยตัวเองจึงผิดกฎหมายและเป็นอันตรายอย่างมากด้วย

11.4 ไฟดับเกิดจากอะไรได้บ้าง

เวลาไฟดับ วิธีวิเคราะห์ง่ายๆ คือไล่ตามระยะทางและอาการที่เห็น ถ้าดับเฉพาะบ้านเราหลังเดียว มักมาจากเบรกเกอร์ในบ้านตกหรือฟิวส์มิเตอร์ขาด ถ้าดับทั้งซอยพร้อมกัน มักมาจากฟิวส์คัตเอาต์ของหม้อแปลงซอยขาด ถ้าดับทั้งย่านเป็นบริเวณกว้าง มักมาจากฟีดเดอร์มีเหตุ เช่นต้นไม้ล้มทับสาย รถชนเสา หรือสัตว์ไปสัมผัสสาย และถ้าดับทั้งอำเภอหรือทั้งจังหวัดพร้อมกัน ซึ่งพบได้น้อยมาก มักมาจากสายส่งหรือสถานีไฟฟ้าขนาดใหญ่มีปัญหา แต่ระบบป้องกันหลายชั้นที่เล่าไว้ในบทที่ 10 ก็ช่วยกันเหตุแบบนี้ไว้ได้เกือบตลอดอยู่แล้ว

ฟีดเดอร์ ซอย บ้าน สถานีย่อย 1 2 3 1 ที่สายเข้าบ้าน → ดับหลังเดียว 2 ที่หม้อแปลงซอย → ดับทั้งซอย 3 ที่ฟีดเดอร์ → ดับทั้งย่าน
ผังฟีดเดอร์แบบต้นไม้ — ยิ่งจุดเสียอยู่ใกล้ต้นทาง วงกลมผลกระทบก็ยิ่งกว้าง คนดับมากขึ้นตามลำดับ

ถ้าไฟดับวูบเดียวแล้วติดเอง นั่นคือการจ่ายซ้ำอัตโนมัติที่ทวนความจำจากบทที่ 10 แต่ถ้าดับนานกว่านั้น ต้องรอทีมช่างออกไปหาจุดเสียจริงในพื้นที่ ซึ่งระบบสมาร์ทมิเตอร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ กำลังช่วยให้การไฟฟ้าชี้จุดที่มีปัญหาได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก

ทีมช่างกู้ไฟทำงานกลางดึกบนกระเช้ายกสูงหลังพายุ มีไฟส่องสว่างและกรวยจราจรล้อมพื้นที่
  1. Bucket Truck และ Articulating Boom — รถกระเช้าและแขนยกที่พาช่างขึ้นไปทำงานบนเสาไฟได้อย่างปลอดภัย
  2. Insulated Bucket — กระเช้าหุ้มฉนวนที่ช่างยืนทำงานอยู่ ป้องกันไฟฟ้าไหลผ่านมาถึงตัว
  3. Lineworker (Personal Protective Equipment) — ช่างสายที่สวมชุดป้องกันครบชุดขณะซ่อมสายบนเสา
  4. Distribution Power Lines, Utility Pole, Crossarm, Insulators — เสาและสายจำหน่ายที่ทีมช่างกำลังซ่อมอยู่ ชุดเดียวกับที่อธิบายไว้ในหัวข้อ 11.2
  5. Floodlight — ไฟส่องสว่างกำลังสูงที่ติดตั้งชั่วคราวให้ทำงานกลางคืนได้ปลอดภัย
  6. Outrigger (Stabilizer) — ขาค้ำยันรถกระเช้าให้มั่นคงขณะยกแขนสูง
  7. Traffic Cones / Work Zone Boundary และ Crew Members (Ground Support) — กรวยกันพื้นที่และทีมภาคพื้นที่คอยสนับสนุนช่างบนกระเช้า
ทีมช่างกู้ไฟกลางดึก — เบื้องหลังทุกครั้งที่ไฟบ้านกลับมาติดหลังพายุ
🤔 ลองนึกดู

ไฟดับ — ก่อนโทรแจ้ง ลองมองบ้านข้างๆ ก่อน ถ้าบ้านติดทั้งซอยยกเว้นเราแปลว่าอะไร? ถ้าดับทั้งซอยล่ะ?

คำตอบ: ถ้าเราดับหลังเดียว ปัญหาน่าจะอยู่ในบ้านหรือมิเตอร์ของเราเอง ให้เช็คเบรกเกอร์บ้านก่อน แต่ถ้าดับทั้งซอย ปัญหาน่าจะอยู่ที่หม้อแปลงซอยหรือฟิวส์คัตเอาต์ ควรโทรแจ้งการไฟฟ้าได้เลย การไล่จากใกล้ตัวไปไกลตัวแบบนี้คือวิธีคิดเดียวกับที่ช่างจริงๆ ใช้วินิจฉัยปัญหา

เมื่อเจอเหตุไฟดับ ควรแจ้งเหตุทันทีผ่านเบอร์สายด่วนของการไฟฟ้าแต่ละพื้นที่ คือ 1129 สำหรับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และ 1130 สำหรับการไฟฟ้านครหลวง หรือผ่านแอปพลิเคชัน PEA Smart Plus และ MEASY ก็ได้เช่นกัน การแจ้งรายละเอียดให้ชัดเจนว่าเสาต้นไหน ซอยอะไร จะช่วยให้ทีมช่างหาจุดเกิดเหตุได้รวดเร็วขึ้นมาก

11.5 เข้าบ้านอย่างปลอดภัย: ตู้ไฟ สายดิน และเซฟตี้คัต

ปิดวงจรการเดินทางของไฟฟ้าที่เริ่มต้นจากบทที่ 1 ได้แล้ว หลังผ่านมิเตอร์เข้ามาในบ้าน ไฟฟ้าจะเข้าสู่ตู้เบรกเกอร์ที่แบ่งวงจรย่อยออกเป็นหลายส่วน เช่นวงจรไฟแสงสว่าง วงจรปลั๊กไฟ วงจรเครื่องปรับอากาศ และวงจรเครื่องทำน้ำอุ่นแยกกันชัดเจน เพื่อให้ถ้าจุดใดจุดหนึ่งมีปัญหา จุดอื่นยังใช้งานได้ตามปกติ

ตู้ไฟบ้านยุคใหม่เปิดฝาให้เห็นเบรกเกอร์หลัก เบรกเกอร์แยกวงจรพร้อมป้ายชื่อภาษาไทย และเครื่องตัดไฟรั่วพร้อมปุ่ม TEST สีเหลือง
  1. Main breaker (isolates all circuits) — เบรกเกอร์หลักที่ตัดไฟทั้งบ้านได้ในสวิตช์เดียว อยู่ซ้ายสุดของตู้
  2. Circuit breakers (individual circuit protection) — เบรกเกอร์ย่อยแต่ละตัวพร้อมป้ายชื่อวงจร เช่น ปลั๊กห้องรับแขก แอร์ห้องนอน เครื่องทำน้ำอุ่น
  3. Circuit identification labels — ป้ายบอกว่าเบรกเกอร์แต่ละตัวควบคุมวงจรไหน ช่วยให้ตัดไฟเฉพาะจุดได้ถูกต้อง
  4. RCD safety device (detects earth leakage and trips to protect against electric shock) — เครื่องตัดไฟรั่วฝั่งขวาสุด ทำงานตามหลักการที่อธิบายไว้ในย่อหน้าถัดไป
  5. Test button (verifies RCD operation) — ปุ่มสีเหลืองสำหรับทดสอบเครื่องตัดไฟรั่ว ควรกดทุกประมาณ 3 เดือน
  6. Hinged cover และ Enclosure (protects components and provides insulation) — ฝาครอบและกล่องหุ้มที่ป้องกันไม่ให้สัมผัสส่วนมีไฟฟ้าโดยตรง
ตู้ไฟบ้านยุคใหม่ — เบรกเกอร์แยกวงจรและเครื่องตัดไฟรั่วพร้อมปุ่ม TEST ที่ควรกดทุก 3 เดือน

อุปกรณ์สำคัญอีกตัวที่ควรมีในทุกบ้านคือเครื่องตัดไฟรั่ว หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าเซฟตี้คัต (Residual Current Device เรียกย่อว่า RCD) หลักการทำงานเทียบได้กับตาชั่งสองข้าง คือคอยเปรียบเทียบปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้าไปกับที่ไหลกลับออกมาตลอดเวลา ถ้าทั้งสองข้างเท่ากันแปลว่าปกติ แต่ถ้าปริมาณไม่เท่ากัน แปลว่ามีกระแสไฟฟ้าส่วนหนึ่งรั่วออกไปนอกวงจรที่ไม่ควรเกิดขึ้น ซึ่งอาจรั่วผ่านตัวคนได้ด้วย เครื่องตัดไฟรั่วจะตัดไฟทันทีภายในเวลาเพียงประมาณ 0.04 วินาที เร็วกว่าที่คนจะรู้สึกอันตรายด้วยซ้ำ ควรกดปุ่ม TEST ทดสอบการทำงานของเครื่องตัดไฟรั่วอย่างน้อยทุกๆ 3 เดือน

เครื่องทำน้ำอุ่นเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสี่ยงอันตรายจากไฟรั่วมากที่สุดชิ้นหนึ่ง เพราะอยู่ใกล้น้ำตลอดเวลา จึงต้องมีทั้งสายดินและเครื่องตัดไฟรั่วติดตั้งอยู่เสมอ กติกาง่ายๆ ข้อนี้ช่วยชีวิตคนไทยมาแล้วนับไม่ถ้วน และเป็นจุดที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาดในทุกบ้าน

สรุปท้ายบท

  • ไฟฟ้าออกจากสถานีย่อยเป็นฟีดเดอร์แรงกลาง (ประมาณ 22-24 กิโลโวลต์) ตามถนน แตกเข้าซอยผ่านหม้อแปลงซอยเป็นสายแรงต่ำ (ประมาณ 220-380 โวลต์) เข้าบ้าน — สายแรงต่ำต้องลากสั้นเพราะสูญเสียไวถ้าไกล
  • เสาไฟหน้าบ้านไล่จากบนลงล่าง: สายแรงกลางอันตรายที่สุด → หม้อแปลงซอยพร้อมฟิวส์คัตเอาต์ → สายแรงต่ำเข้าบ้าน → สายสื่อสารชั้นล่างสุดซึ่งไม่ใช่สายไฟ
  • มิเตอร์นับหน่วยไฟฟ้าสะสมเป็นกิโลวัตต์ชั่วโมง — มิเตอร์จานหมุนแบบเก่ากับสมาร์ทมิเตอร์ดิจิทัลที่ส่งค่าอัตโนมัติและเปิดทางไปสู่ค่าไฟแบบ TOU
  • ไฟดับไล่ตามระยะ: บ้านเดียว=เบรกเกอร์บ้าน, ทั้งซอย=หม้อแปลงซอย, ทั้งย่าน=ฟีดเดอร์, ทั้งจังหวัด=สายส่ง (หายากมาก) — วูบเดียวแล้วติดเอง คือการจ่ายซ้ำอัตโนมัติ
  • แจ้งเหตุไฟดับที่ 1129 (การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) หรือ 1130 (การไฟฟ้านครหลวง) พร้อมระบุตำแหน่งให้ชัดเจนที่สุด
  • ในบ้านมีตู้เบรกเกอร์แยกวงจรย่อยและเครื่องตัดไฟรั่วที่ตัดไฟรั่วได้ในเสี้ยววินาที ควรกดทดสอบทุกประมาณ 3 เดือน

คำศัพท์ในบทนี้

คำศัพท์ความหมายแบบเข้าใจง่าย
ระบบจำหน่าย (distribution)ช่วงสุดท้ายของการเดินทางไฟฟ้า จากสถานีย่อยจนถึงบ้านเรือน
ฟีดเดอร์ (feeder)สายแรงกลางที่ป้อนไฟตามแนวถนนแต่ละย่าน เปรียบเหมือนท่อเมนย่อยของย่านนั้น
สายแรงกลาง/แรงต่ำ (MV/LV)สายแรงกลางคือสายก่อนหม้อแปลงซอย (~22-24 กิโลโวลต์) สายแรงต่ำคือสายหลังหม้อแปลงที่เข้าบ้าน (~220-380 โวลต์)
หม้อแปลงซอยหม้อแปลงขนาดเล็กบนเสาที่ลดสายแรงกลางให้เป็นสายแรงต่ำเข้าบ้านเรือน
ฟิวส์คัตเอาต์ (dropout fuse)ฟิวส์ป้องกันหม้อแปลงซอย เวลาขาดจะมีเสียงดังและตัดไฟทั้งซอยชั่วคราว
มิเตอร์/สมาร์ทมิเตอร์อุปกรณ์นับหน่วยไฟฟ้าที่ใช้ แบบเก่าเป็นจานหมุน แบบใหม่เป็นดิจิทัลที่ส่งค่าอัตโนมัติ
หน่วย (kWh)หน่วยพลังงานไฟฟ้าที่มิเตอร์นับสะสม ใช้คำนวณค่าไฟ
เครื่องตัดไฟรั่ว (RCD)อุปกรณ์เปรียบเทียบกระแสไฟเข้า-ออก ตัดไฟทันทีถ้าพบไฟรั่วออกนอกวงจร
สายดิน (ground)สายที่ต่อลงดินเพื่อระบายกระแสไฟรั่วอย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงไฟดูด
TOUการคิดค่าไฟตามช่วงเวลาการใช้งาน เปิดใช้ได้ง่ายขึ้นด้วยสมาร์ทมิเตอร์

ทบทวนความเข้าใจ

สายชั้นบนสุดกับชั้นล่างๆ บนเสาไฟหน้าบ้านต่างกันยังไง?
บนสุดคือสายแรงกลางประมาณ 22,000 โวลต์ อันตรายที่สุด ถัดลงมาคือสายแรงต่ำประมาณ 220 โวลต์ เข้าบ้าน และล่างสุดคือสายสื่อสารซึ่งไม่ใช่สายไฟฟ้า
ทำไมหม้อแปลงซอยต้องมีถี่ๆ ทุกไม่กี่ร้อยเมตร?
สายแรงต่ำ 220 โวลต์ ลากไกลแล้วสูญเสียมากและไฟตก จึงต้องแปลงแรงดันให้ใกล้บ้านที่สุด
มิเตอร์ไฟนับอะไร หน่วยที่นับคืออะไร?
นับพลังงานไฟฟ้าสะสมที่ใช้ เป็นหน่วยกิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ซึ่งคือกำลังไฟฟ้าคูณเวลา
ไฟดับทั้งซอยแต่ซอยข้างๆ ติดปกติ น่าจะเกิดจากอะไร?
หม้อแปลงซอยหรือฟิวส์คัตเอาต์ของซอยเราน่าจะขาด ควรโทรแจ้ง 1129 หรือ 1130 ตามพื้นที่
เครื่องตัดไฟรั่ว (RCD) รู้ได้ยังไงว่ามีไฟรั่ว?
เทียบกระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้ากับไหลกลับออก ถ้าไม่เท่ากันแปลว่าบางส่วนรั่วออกนอกวงจร (อาจผ่านตัวคน) จึงตัดไฟทันที
📚 ห้องสมุด