บทที่ 08 — โรงไฟฟ้าแบบอื่นๆ: ชีวมวล ขยะ และนิวเคลียร์
Other Power Plants
แกลบจากโรงสี ชานอ้อยจากโรงน้ำตาล ขยะจากเมืองใหญ่ กระทั่งมูลหมูจากฟาร์ม — ล้วนกลายเป็นไฟฟ้าได้ทั้งหมด และอีกด้านหนึ่งของสเปกตรัมคือนิวเคลียร์ พลังงานที่หนาแน่นที่สุดที่มนุษย์ควบคุมได้ ซึ่งไทยพูดถึงมาหลายสิบปีแต่ยังไม่เคยสร้างจริง บทนี้เก็บผู้เล่นที่เหลือให้ครบทีม ก่อนสรุปเป็นตารางเดียวที่มองทั้งกระดานออกปิดท้ายภาค 2
- หลักการโรงไฟฟ้าชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และขยะ — ทั้งหมดคือญาติของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนในบทที่ 5
- หลักนิวเคลียร์แบบภาพรวม: ความร้อนจากการแตกตัวของอะตอม ไม่ใช่การเผาไหม้
- ทำไมไทยยังไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และ SMR คืออะไรในแผนอนาคต
- เปรียบเทียบจุดเด่น-จุดด้อยของโรงไฟฟ้าทุกชนิดในภาค 2 ได้
08.1 ชีวมวล: เปลี่ยนเศษเหลือการเกษตรเป็นไฟฟ้า
โรงไฟฟ้าชีวมวล (biomass power plant) เดินตามหลักการเดียวกับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนในบทที่ 5 เป๊ะทุกขั้นตอน ต่างกันแค่จุดเดียวคือชนิดของเชื้อเพลิงที่เอาไปเผา แทนที่จะเป็นก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหิน โรงไฟฟ้าชีวมวลเผาแกลบจากโรงสีข้าว ชานอ้อยจากโรงน้ำตาล เศษไม้จากโรงเลื่อย หรือทะลายปาล์มเปล่าจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ความร้อนที่ได้จากการเผาจะต้มน้ำให้กลายเป็นไอน้ำแรงดันสูง แล้วไอน้ำก็ไปหมุนกังหันและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตามสูตรเดิมจากบทที่ 4 ทุกประการ
สาเหตุที่รูปแบบนี้เข้าท่ากับประเทศไทยมากเป็นพิเศษคือไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม วัตถุดิบเชื้อเพลิงจึงมักอยู่ "หน้าโรงงาน" อยู่แล้วโดยไม่ต้องขนส่งไกล โรงไฟฟ้าชีวมวลของไทยจึงมักตั้งเกาะติดอยู่กับโรงสีข้าว โรงน้ำตาล หรือโรงงานปาล์มโดยตรง เป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่กระจายอยู่ทั่วประเทศนับร้อยแห่ง (รายละเอียดเรื่องผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กแบบนี้จะเล่าต่อในบทที่ 13)
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุดคือช่วง "หน้าหีบ" ของโรงงานน้ำตาล คือช่วงที่โรงงานหีบอ้อยสดเพื่อผลิตน้ำตาล ชานอ้อย (bagasse) ซึ่งเป็นกากเส้นใยที่เหลือจากการหีบจะถูกป้อนเข้าเตาเผาทันทีแบบไม่ต้องพักเก็บนาน โรงไฟฟ้าที่ติดกับโรงงานจะเผาชานอ้อยผลิตทั้งไฟฟ้าและไอน้ำไว้ใช้เองในกระบวนการผลิตน้ำตาล ส่วนไฟฟ้าที่เหลือก็ขายเข้าระบบ รูปแบบการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำไปพร้อมกันแบบนี้เรียกว่า การผลิตร่วมไฟฟ้า-ไอน้ำ (cogeneration) ซึ่งคุ้มค่ากว่าการผลิตแยกกันมาก เพราะใช้เชื้อเพลิงก้อนเดียวได้ประโยชน์สองต่อ
- Sugar mill — โรงงานน้ำตาลที่หีบอ้อยสดผลิตน้ำตาล เป็นต้นทางของเชื้อเพลิงชานอ้อยที่ป้อนโรงไฟฟ้าข้างๆ
- Bagasse fuel pile — กองชานอ้อยกองใหญ่เท่าภูเขา คือเชื้อเพลิงหลักที่เหลือจากการหีบอ้อยตามที่อธิบายไว้ในย่อหน้าข้างต้น
- Fuel handling and transport — รถแทรกเตอร์ขนชานอ้อยจากกองไปยังสายพานป้อนเตา
- Conveyor belt (bagasse feed) — สายพานลำเลียงชานอ้อยขึ้นไปป้อนเข้าห้องเผาไหม้ของหม้อไอน้ำ
- Boiler house — อาคารหม้อไอน้ำที่เผาชานอ้อยแล้วต้มน้ำเป็นไอน้ำแรงดันสูง เหมือนหม้อไอน้ำในโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เล่าไว้ในบทที่ 5
- Stack (flue gas outlet) — ปล่องระบายก๊าซที่เหลือจากการเผาไหม้ขึ้นสู่อากาศ
- Air pollution control system — ระบบกรองมลพิษก่อนปล่อยก๊าซออกจากปล่อง
- Electrical generator — เครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ถูกไอน้ำหมุนผ่านกังหัน ผลิตไฟฟ้าออกมา
- Power export to grid และ Steam and power export to mill — ไฟฟ้าส่วนหนึ่งส่งเข้าระบบสายส่งของประเทศ อีกส่วนพร้อมไอน้ำส่งกลับไปใช้ในโรงงานน้ำตาลเอง ตรงตามหลัก cogeneration ที่เล่าไว้ข้างต้น
ช่วง "หน้าหีบ" อ้อยของแต่ละปี ซึ่งมักอยู่ราวปลายปีถึงต้นปีถัดไป โรงไฟฟ้าชีวมวลในภาคกลางและภาคอีสานจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะชานอ้อยไหลออกจากโรงหีบทุกวันไม่ขาดสาย เป็นช่วงที่โรงไฟฟ้าเดินเครื่องเต็มกำลังที่สุดของปี
08.2 ก๊าซชีวภาพ: ไฟฟ้าจากบ่อหมัก
ผู้เล่นตัวจิ๋วอีกคนในทีมคือโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ (biogas) ซึ่งใช้หลักการต่างจากชีวมวลตรงที่ไม่ได้เผาโดยตรง แต่นำมูลสัตว์จากฟาร์มปศุสัตว์หรือน้ำเสียจากโรงงานแป้งมันสำปะหลังและโรงงานปาล์มไปหมักในบ่อปิดที่ไม่มีอากาศ กระบวนการหมักตามธรรมชาตินี้จะผลิตก๊าซมีเทน (methane) ออกมา ซึ่งเป็นก๊าซติดไฟได้เช่นเดียวกับก๊าซหุงต้ม จากนั้นก๊าซมีเทนที่ได้จะถูกนำไปใช้เดินเครื่องยนต์ปั่นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าโดยตรง คล้ายเครื่องยนต์รถยนต์ขนาดใหญ่ที่ต่อเข้ากับเครื่องกำเนิดแทนที่จะต่อกับล้อ
จุดเด่นของโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพคือได้ประโยชน์สองต่อพร้อมกัน ต่อแรกคือได้ไฟฟ้ามาใช้หรือขาย ต่อที่สองคือช่วยกำจัดของเสียและกลิ่นเหม็นจากมูลสัตว์หรือน้ำเสียโรงงานไปในตัว ซึ่งเป็นปัญหาที่ฟาร์มและชุมชนรอบข้างต้องเผชิญอยู่แล้วโดยไม่มีโรงไฟฟ้าก็ตาม โรงไฟฟ้าประเภทนี้มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าที่เล่ามาในบทก่อนๆ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับหลักร้อยกิโลวัตต์ไปจนถึงไม่กี่เมกะวัตต์ต่อแห่งเท่านั้น แต่กระจายตัวอยู่ตามฟาร์มและโรงงานเกษตรทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก เป็นผู้เล่นตัวจิ๋วแต่มีจำนวนเยอะในทีมพลังงานของไทย
08.3 โรงไฟฟ้าขยะ: เผาปัญหาให้เป็นพลังงาน
เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ผลิตขยะมหาศาลทุกวัน จนพื้นที่ฝังกลบแบบเดิมเริ่มไม่เพียงพอ ทางออกหนึ่งที่หลายประเทศรวมถึงไทยเลือกใช้คือโรงไฟฟ้าขยะ (waste-to-energy) ซึ่งนำขยะไปเผาในเตาเผาควบคุมพิเศษแทนการฝังกลบ ความร้อนจากการเผาขยะจะต้มน้ำเป็นไอน้ำ แล้วไอน้ำก็ไปหมุนกังหันและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเหมือนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนทุกประการ เรียกได้ว่าเป็นการ "เผาปัญหาให้กลายเป็นพลังงาน" ไปในตัว
- Waste Collection Trucks และ Tipping Hall — รถขยะที่นำขยะมาเทลงในโรงเก็บขยะ (tipping hall) ซึ่งเป็นจุดแรกที่ขยะเข้าสู่กระบวนการ
- Waste Bunker — บ่อพักขยะขนาดใหญ่แบบปิดสนิท ป้องกันกลิ่นและควบคุมการปล่อยมลพิษก่อนขยะถูกคีบเข้าเตาเผา
- Boiler and Steam System — ระบบหม้อไอน้ำที่ใช้ความร้อนจากการเผาขยะต้มน้ำให้กลายเป็นไอน้ำ ตรงกับหลักการต้มน้ำแบบเดียวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินในบทที่ 5
- Turbine Generator — กังหันและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ไอน้ำไปหมุนเพื่อผลิตไฟฟ้า
- Stack — ปล่องระบายก๊าซที่ผ่านการกรองแล้วออกสู่อากาศอย่างปลอดภัย
- Continuous Emission Monitoring System (CEMS) — ระบบตรวจวัดมลพิษในอากาศแบบต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้มั่นใจว่าค่ามลพิษไม่เกินมาตรฐาน
- Air Pollution Control System — ระบบกรองมลพิษหลายชั้นก่อนปล่อยก๊าซออกจากปล่อง
- Bottom Ash Handling System — ระบบจัดการขี้เถ้าที่เหลือจากการเผา นำไปจัดการต่อตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
- Electricity Export — ไฟฟ้าที่ผลิตได้ถูกส่งออกเข้าสู่ระบบสายส่งของประเทศ
ประเด็นที่คนมักกังวลที่สุดเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าขยะคือมลพิษไดออกซิน ซึ่งเป็นสารอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้หากเผาขยะไม่สมบูรณ์ที่อุณหภูมิต่ำเกินไป คำตอบตรงๆ ของเทคโนโลยียุคใหม่คือเตาเผารุ่นใหม่ถูกออกแบบให้เผาที่อุณหภูมิสูงมากอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับระบบกรองมลพิษหลายชั้นและระบบตรวจวัดค่าอากาศแบบต่อเนื่องตลอดเวลาอย่างที่เห็นในภาพ อย่างไรก็ตาม นี่ยังเป็นเรื่องที่ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าต้องร่วมตรวจสอบและติดตามผลอย่างจริงจังต่อไป ไม่ใช่เรื่องที่จบแค่การติดตั้งเครื่องมือเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างโรงไฟฟ้าขยะที่มีอยู่จริงในไทยก็เช่น โรงไฟฟ้าขยะหนองแขมในกรุงเทพฯ และอีกหลายแห่งในจังหวัดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต
ก่อนถูกเผา ขยะจะต้องถูกคลุกเคล้าและพักไว้ในบ่อพักหลายวันเพื่อให้แห้งและเผาไหม้ได้สมบูรณ์ขึ้น เครนยักษ์ที่คีบขยะขึ้นลงในบ่อพักตลอดวันคือหนึ่งในงานที่ต้องใช้ฝีมือและความชำนาญที่สุดของโรงไฟฟ้าขยะทั้งโรง เพราะต้องคลุกขยะให้สม่ำเสมอโดยไม่ให้เตาขาดเชื้อเพลิงแม้แต่ชั่วโมงเดียว
08.4 นิวเคลียร์: ต้มน้ำเหมือนกัน แต่ความร้อนมาจากอะตอม
ก่อนอื่นขอทำลายภาพจำที่หลายคนมีต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กันก่อน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็คือ "โรงต้มน้ำ" อีกแบบหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ได้แตกต่างจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในบทที่ 5 อย่างที่หลายคนคิด ต่างกันแค่จุดเดียวคือแหล่งที่มาของความร้อน โรงไฟฟ้าถ่านหินได้ความร้อนจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง ในขณะที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ความร้อนจากการแตกตัว (fission) ของอะตอมยูเรเนียม กล่าวคืออะตอมยูเรเนียมถูกยิงให้แตกตัวออกเป็นชิ้นเล็กแล้วปล่อยความร้อนมหาศาลออกมา และแตกตัวต่อกันเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ควบคุมความเร็วได้ด้วยแท่งควบคุม (control rod) ที่สอดเข้าออกในแกนเตาปฏิกรณ์เพื่อเร่งหรือหน่วงปฏิกิริยา ความร้อนที่ได้จากการแตกตัวนี้จะไปต้มน้ำเป็นไอน้ำ แล้วไอน้ำก็ไปหมุนกังหันและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเหมือนโรงไฟฟ้าทุกชนิดที่ผ่านมาทุกประการ ไม่มีการเผาไหม้เกิดขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียวในกระบวนการนี้
สิ่งที่ทำให้นิวเคลียร์พิเศษกว่าเชื้อเพลิงทุกชนิดคือความหนาแน่นของพลังงานที่เหลือเชื่อ เชื้อเพลิงนิวเคลียร์เพียงเม็ดเดียวขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยให้พลังงานเทียบเท่ากับถ่านหินประมาณหนึ่งตัน และตลอดกระบวนการผลิตไฟฟ้าก็ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนออกมาเลยแม้แต่น้อย แต่อีกด้านหนึ่งที่ต้องพูดถึงอย่างตรงไปตรงมาคือกากกัมมันตรังสีที่เหลือจากกระบวนการนี้จะยังคงมีอันตรายอยู่ยาวนานมาก และประวัติศาสตร์ก็เคยมีอุบัติเหตุใหญ่เกิดขึ้น เช่นที่เชอร์โนบิลและฟุกุชิมะ ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงในวงกว้าง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ต้นทุนด้านความปลอดภัยและความไว้วางใจของสังคมต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สูงมากเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าชนิดอื่น
- Containment domes — โดมคอนกรีตหนาที่ห่อหุ้มเตาปฏิกรณ์ไว้ข้างใน คือหัวใจของระบบความปลอดภัยทั้งหมดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ออกแบบให้ทนแรงระเบิดและกักกัมมันตรังสีไม่ให้รั่วไหลออกมา
- Reactor building (inside containment) — อาคารเตาปฏิกรณ์ที่อยู่ภายในโดม เป็นจุดที่การแตกตัวของอะตอมยูเรเนียมเกิดขึ้นจริง
- Turbine building — อาคารที่มีกังหันและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอยู่ข้างใน รับไอน้ำจากเตาปฏิกรณ์มาหมุนผลิตไฟเหมือนโรงไฟฟ้าทั่วไป
- Cooling towers — หอหล่อเย็นทรงโค้งขนาดใหญ่ที่ระบายความร้อนส่วนเกินออกสู่อากาศเป็นไอน้ำสีขาว ไม่ใช่ควันหรือกัมมันตรังสีตามที่หลายคนเข้าใจผิด
- Cooling water intake/outfall (underwater) — จุดดูดและปล่อยน้ำหล่อเย็นใต้น้ำที่เชื่อมกับทะเลหรือแหล่งน้ำขนาดใหญ่
- Electrical switchyard และ High-voltage transmission lines — ลานหม้อแปลงและสายส่งแรงสูงที่ส่งไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ เหมือนโรงไฟฟ้าชนิดอื่นทุกประการ
- Auxiliary buildings และ Seawall — อาคารสนับสนุนต่างๆ และกำแพงกันคลื่นริมชายฝั่งที่ป้องกันโรงไฟฟ้าจากภัยธรรมชาติทางทะเล
เชื้อเพลิงนิวเคลียร์เม็ดเท่าปลายนิ้วให้พลังงานเท่าถ่านหินเป็นตัน แล้วทำไมทั้งโลกไม่เทมาใช้ให้หมด?
คำตอบ: เพราะโจทย์ของนิวเคลียร์ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงานเท่านั้น แต่ยังมีกากกัมมันตรังสีที่ต้องเก็บรักษาอย่างปลอดภัยนานนับหมื่นปี ต้นทุนด้านความปลอดภัยที่สูงมาก และความไว้วางใจของสังคมที่ต้องสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ใช่แค่โจทย์ทางวิศวกรรมอย่างเดียว
ประเทศไทยศึกษาความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตั้งแต่ราวทศวรรษ 2510 แต่ก็เลื่อนออกไปเรื่อยมาโดยไม่เคยสร้างจริงสักครั้ง ปัจจุบันร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่เริ่มกลับมาพูดถึงแนวคิด SMR (Small Modular Reactor — เตาปฏิกรณ์ขนาดเล็กแบบโมดูล) ซึ่งเป็นเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กที่ผลิตสำเร็จรูปจากโรงงานเป็นโมดูล ใช้เงินลงทุนต่อโครงการน้อยกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่แบบดั้งเดิมมาก โดยมีเป้าหมายราวปลายทศวรรษ 2570 หากแผนเป็นไปตามที่ร่างไว้ อย่างไรก็ตาม สถานะล่าสุด ณ ปี 2569 ยังอยู่ในขั้น "กำลังศึกษา" เท่านั้น ยังไม่มีการตัดสินใจสร้างจริงแต่อย่างใด
08.5 สรุปทั้งทีม: ตารางเปรียบเทียบโรงไฟฟ้าทุกชนิด
ทีมฟุตบอลที่ดีไม่ได้มีผู้เล่นแค่ตำแหน่งเดียว บางคนวิ่งเร็วเหมาะเป็นกองหน้า บางคนแข็งแกร่งเหมาะเป็นกองหลัง บางคนคุมจังหวะเกมได้ดีเหมาะเป็นกองกลาง ระบบไฟฟ้าของประเทศก็ไม่ต่างกัน ตลอดภาคที่ 2 ของเล่มนี้ได้พาไปรู้จักผู้เล่นแทบทุกตำแหน่งแล้ว ลองมาดูภาพรวมทั้งทีมพร้อมกันในตารางเดียว
| ชนิดโรงไฟฟ้า | อะไรหมุนกังหัน/แหล่งพลังงาน | สั่งเดินได้ไหม | สตาร์ทเร็ว? | คาร์บอน | บทบาทในไทยวันนี้ |
|---|---|---|---|---|---|
| ก๊าซธรรมชาติ | ไอน้ำ/ก๊าซร้อนจากการเผาก๊าซ | ได้ | ปานกลาง-เร็ว | ปล่อย (น้อยกว่าถ่านหิน) | เสาหลักของระบบ กำลังผลิตสัดส่วนใหญ่ที่สุด |
| ถ่านหิน | ไอน้ำจากการเผาถ่านหิน | ได้ | ช้า (อุ่นเครื่องหลายชั่วโมง) | ปล่อยมาก | สัดส่วนลดลงเรื่อยๆ |
| เขื่อนพลังน้ำ | แรงน้ำจากความสูง | ได้ | เร็วที่สุด (หลักนาที) | ไม่ปล่อย | ตัวเล็กแต่ตัวจี๊ด รับช่วงพีค |
| สูบกลับ | แรงน้ำ (ชาร์จ/จ่าย) | ได้ | เร็วที่สุด | ไม่ปล่อย | แบตเตอรี่ยักษ์ของระบบ |
| โซลาร์ | แสงแดด (ไม่มีอะไรหมุน) | ไม่ได้ | ทันทีเมื่อมีแดด | ไม่ปล่อย | โตเร็วที่สุด แต่ผันแปรตามฟ้า |
| ลม | แรงลม | ไม่ได้ | ทันทีเมื่อมีลม | ไม่ปล่อย | จำกัดเฉพาะพื้นที่ลมดี |
| ชีวมวล/ก๊าซชีวภาพ | ไอน้ำ/ก๊าซจากเชื้อเพลิงเกษตร | ได้ | ปานกลาง | ถือเป็นกลาง (ปลูกทดแทนได้) | กระจายตัวเล็กทั่วประเทศ |
| ขยะ | ไอน้ำจากการเผาขยะ | ได้ | ปานกลาง | ปล่อยน้อย (มีระบบกรอง) | แก้ปัญหาขยะ+ผลิตไฟไปพร้อมกัน |
| นิวเคลียร์ | ไอน้ำจากการแตกตัวของอะตอม | ได้ (แต่ปรับช้า) | ช้ามาก | ไม่ปล่อย | ยังไม่มีในไทย — อยู่ในขั้นศึกษา SMR |
ไม่มีโรงไฟฟ้าชนิดไหน "ดีที่สุด" ในทุกด้านพร้อมกัน แต่ละชนิดเด่นคนละเรื่อง บางชนิดถูก บางชนิดสะอาด บางชนิดสั่งเดินได้ตามใจ บางชนิดสตาร์ทไวปานสายฟ้าแลบ มีแต่ทีมที่จัดสัดส่วนผู้เล่นแต่ละแบบได้สมดุลที่สุดต่างหากที่จะทำให้ทั้งประเทศมีไฟใช้ได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และไม่แพงเกินไป คำถามที่ตามมาคือ แล้วใครเป็นคนตัดสินใจจัดทีมนี้? คำตอบจะค่อยๆ คลี่คลายในภาคที่ 3 และ 4 ของเล่มนี้ ที่จะพาไปดูเส้นทางที่ไฟฟ้าเดินทางออกจากโรงไฟฟ้า และองค์กรที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจทั้งหมด
สรุปท้ายบท
- ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และขยะ ล้วนเป็นญาติของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนในบทที่ 5 — ต่างกันแค่ชนิดเชื้อเพลิง หลักการต้มน้ำหมุนกังหันเหมือนกันหมด
- โรงไฟฟ้าชีวมวลไทยมักเกาะติดโรงสี/โรงน้ำตาล/โรงงานปาล์ม ใช้เศษเหลือเป็นเชื้อเพลิง แถมผลิตไฟ+ไอน้ำพร้อมกันแบบ cogeneration
- ก๊าซชีวภาพเปลี่ยนมูลสัตว์/น้ำเสียเป็นก๊าซมีเทนแล้วเดินเครื่องยนต์ปั่นไฟ ได้ทั้งไฟฟ้าและกำจัดของเสียไปพร้อมกัน
- โรงไฟฟ้าขยะเผาขยะแทนฝังกลบ ยุคใหม่เผาอุณหภูมิสูงพร้อมระบบกรองและตรวจวัดมลพิษต่อเนื่อง
- นิวเคลียร์คือ "โรงต้มน้ำ" อีกแบบ ต่างแค่ความร้อนมาจากการแตกตัวของอะตอมแทนการเผาไหม้ — พลังงานหนาแน่นสุดขั้วแต่ต้นทุนความปลอดภัยสูงมาก ไทยยังอยู่ในขั้นศึกษา SMR
- ไม่มีโรงไฟฟ้าชนิดไหนดีที่สุด — ระบบไฟฟ้าที่ดีคือทีมผสมที่จัดสมดุลผู้เล่นทุกตำแหน่งได้ลงตัว
คำศัพท์ในบทนี้
| คำศัพท์ | ความหมายแบบเข้าใจง่าย |
|---|---|
| ชีวมวล (biomass) | เชื้อเพลิงจากเศษเหลือการเกษตร เช่น แกลบ ชานอ้อย เศษไม้ |
| ก๊าซชีวภาพ (biogas) | ก๊าซมีเทนที่ได้จากการหมักมูลสัตว์หรือน้ำเสียในบ่อปิด |
| มีเทน (methane) | ก๊าซติดไฟได้ที่เกิดจากการหมักแบบไม่มีอากาศ ใช้เดินเครื่องยนต์ปั่นไฟ |
| โรงไฟฟ้าขยะ (waste-to-energy) | โรงไฟฟ้าที่เผาขยะแทนการฝังกลบ ความร้อนต้มน้ำผลิตไฟเหมือนโรงพลังความร้อน |
| การผลิตร่วมไฟฟ้า-ไอน้ำ (cogeneration) | ผลิตไฟฟ้าและไอน้ำจากเชื้อเพลิงก้อนเดียวกันพร้อมกัน คุ้มค่ากว่าผลิตแยก |
| การแตกตัวนิวเคลียส (fission) | ปฏิกิริยาที่อะตอมยูเรเนียมแตกตัวปล่อยความร้อนมหาศาล เป็นแหล่งความร้อนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ |
| เตาปฏิกรณ์ (reactor) | ห้องแกนกลางที่ปฏิกิริยาการแตกตัวของอะตอมเกิดขึ้นและถูกควบคุม |
| SMR (Small Modular Reactor) | เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูล ลงทุนน้อยกว่าโรงนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ ไทยกำลังศึกษาอยู่ |
| กากกัมมันตรังสี (radioactive waste) | ของเสียจากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ยังมีอันตรายอยู่ยาวนาน ต้องเก็บรักษาอย่างปลอดภัย |