ห้องสมุดหน้าหลัก › ภาค 1 ไฟฟ้าคืออะไร › บทที่ 02

บทที่ 02 — เส้นทางของไฟฟ้า

The Journey of Electricity

⚡ ทำไมบทนี้น่ารู้

ไฟฟ้าที่ไหลออกจากปลั๊กตอนนี้ อาจเพิ่งถูกผลิตเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน ที่โรงไฟฟ้าซึ่งอยู่ไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตร แล้วเดินทางผ่านสายส่งแรงสูง สถานีไฟฟ้า และเสาไฟหน้าบ้าน มาถึงมือถือที่กำลังชาร์จอยู่ในมือคุณ บทนี้จะพาเดินตามเส้นทางทั้งหมดนั้นแบบภาพรวมทีเดียวจบ เพื่อให้บทต่อๆ ไปที่จะเจาะลึกทีละจุด มีแผนที่ให้เกาะยึดเสมอว่ากำลังพูดถึงช่วงไหนของการเดินทาง

🎯 อ่านจบบทนี้ คุณจะเข้าใจ…
  • เส้นทางไฟฟ้า 4 ช่วง: ผลิต ส่ง จำหน่าย และใช้งาน
  • ทำไมแรงดันไฟฟ้าต้อง "ขึ้นบันได" สูงมากตอนส่งทางไกล แล้ว "ลงบันได" ก่อนถึงบ้าน
  • ช่วงไหนเป็นงานของ กฟผ. และช่วงไหนเป็นของ กฟน. / กฟภ.

02.1 มองระบบไฟฟ้าเหมือนระบบประปาเมือง

บทที่แล้วทิ้งคำถามไว้ว่า ไฟที่ไหลออกมาจากปลั๊กทุกครั้งที่เราเสียบเครื่องใช้ไฟฟ้า มันเดินทางมาจากไหนกันแน่? คำตอบคือมันเดินทางมาจากระบบขนาดใหญ่ทั่วประเทศที่ทำงานประสานกันตลอดเวลา และระบบนี้มีภาพเปรียบเทียบที่เข้าใจง่ายมาก นั่นคือ ระบบประปาของเมือง

ลองนึกภาพน้ำประปาที่ไหลออกจากก๊อกบ้านคุณดู มันไม่ได้มาจากที่ไหนใกล้ๆ แต่เดินทางมาจากโรงผลิตน้ำประปาขนาดใหญ่ ผ่านท่อเมนใหญ่ใต้ถนนสายหลัก ผ่านสถานีจ่ายน้ำที่คอยปรับแรงดัน แล้วแยกเข้าท่อย่อยตามซอยจนถึงมาตรวัดน้ำหน้าบ้านคุณ ระบบไฟฟ้าก็มีโครงสร้างแบบเดียวกันเป๊ะ: โรงไฟฟ้าเทียบได้กับโรงผลิตน้ำประปา สายส่งแรงสูงเทียบได้กับท่อเมนใหญ่ใต้ถนนใหญ่ สถานีไฟฟ้าเทียบได้กับสถานีจ่ายน้ำที่ปรับแรงดัน สายจำหน่ายตามถนนในซอยเทียบได้กับท่อย่อย และมิเตอร์ไฟฟ้าก็เทียบได้กับมาตรวัดน้ำหน้าบ้านนั่นเอง

ระบบประปา โรงผลิต ท่อเมน สถานีจ่าย ท่อซอย มาตรวัด ก๊อก โรงไฟฟ้า สายส่ง สถานีไฟฟ้า สายจำหน่าย มิเตอร์ สวิตช์ ระบบไฟฟ้า
ระบบประปา (บน) เทียบกับระบบไฟฟ้า (ล่าง) — ตำแหน่งตรงกันทุกจุด เส้นประเชื่อมคู่อุปมาแต่ละจุด

แต่มีข้อแตกต่างสำคัญข้อหนึ่งที่น้ำมีแต่ไฟฟ้าแทบไม่มีเลย นั่นคือ น้ำเก็บใส่แท็งก์รอไว้ใช้ได้ แต่ไฟฟ้าแทบเก็บสะสมไว้ล่วงหน้าไม่ได้เลยในปริมาณมากๆ ต้องผลิตให้พอดีกับที่ใช้อยู่ตลอดเวลาแบบวินาทีต่อวินาที ความแตกต่างข้อนี้สำคัญมากจนต้องมีทั้งบทมาอธิบายต่อในบทที่ 3

🤔 ลองนึกดู

ถ้าโรงผลิตน้ำประปาหยุดผลิตกะทันหัน บ้านเรายังพอมีน้ำใช้จากแท็งก์บนดาดฟ้าไปได้อีกพักใหญ่ แต่ถ้าโรงไฟฟ้าทั้งหมดหยุดผลิตพร้อมกันกะทันหันล่ะ ไฟบ้านจะดับภายในกี่วินาที?

คำตอบ: แทบจะทันที ภายในเสี้ยววินาทีเท่านั้น เพราะระบบไฟฟ้าไม่มี "แท็งก์" สำรองขนาดใหญ่พอที่จะรองรับการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศได้แม้เพียงไม่กี่วินาที นี่คือเหตุผลที่ระบบไฟฟ้าต้องคอยรักษาสมดุลระหว่างการผลิตกับการใช้ให้เท่ากันตลอดเวลาแบบเป๊ะๆ ซึ่งเป็นหัวใจของบทถัดไป

02.2 ช่วงที่ 1 — ผลิต: โรงไฟฟ้า

จุดเริ่มต้นของการเดินทางทั้งหมดคือ โรงไฟฟ้า ประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าหลากหลายชนิดมาก ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน เขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ แผงโซลาร์เซลล์ กังหันลม และโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งจะพาไปดูรายละเอียดของแต่ละชนิดในบทที่ 4 ถึง 8 แต่ถึงจะต่างชนิดกันแค่ไหน เกือบทั้งหมดใช้หลักการเดียวกัน นั่นคือ ทำให้บางอย่างหมุน แล้วการหมุนนั้นจะถูกเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (generator)

โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่มองจากมุมสูง มีปล่องควัน อาคารกังหัน และลานหม้อแปลง
  1. Exhaust Stacks — ปล่องระบายไอเสียจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง สูงมากเพื่อระบายไอเสียให้กระจายตัวในที่สูงก่อนลงสู่พื้น รายละเอียดชนิดโรงไฟฟ้าต่างๆ อยู่ในบทที่ 5
  2. Turbine Hall — อาคารที่ติดตั้งกังหันและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไว้ข้างใน เป็นจุดที่ "การหมุน" ถูกเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าจริงๆ
  3. Transmission Lines to Grid — สายส่งแรงสูงที่พาไฟฟ้าออกจากโรงไฟฟ้านี้ไปเชื่อมกับโครงข่ายไฟฟ้าทั่วประเทศ คือจุดเริ่มต้นของช่วง "ส่ง" ในหัวข้อ 2.3
  4. Cooling Towers — หอหล่อเย็นที่ปล่อยไอน้ำสีขาว ทำหน้าที่ระบายความร้อนออกจากระบบก่อนนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า
  5. Water Treatment and Storage — ระบบบำบัดและเก็บน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า โรงไฟฟ้าพลังความร้อนต้องใช้น้ำปริมาณมากตลอดเวลา
  6. Switchyard / Transformer Yard — ลานหม้อแปลงและอุปกรณ์สวิตช์ที่ "ยกแรงดัน" ไฟฟ้าจากที่เครื่องกำเนิดผลิตออกมาให้สูงขึ้นมาก ก่อนส่งขึ้นสายส่งแรงสูง
  7. Control Building and Offices — อาคารควบคุมการทำงานของโรงไฟฟ้าและสำนักงาน เป็นจุดที่ผู้ดูแลระบบเฝ้าติดตามการผลิตไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง
โรงไฟฟ้า — จุดเริ่มต้นการเดินทาง ไฟฟ้าออกจากที่นี่ขึ้นสายส่งทันที

ไฟฟ้าที่ออกมาจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าโดยตรงมีแรงดันอยู่ที่ประมาณหลักหมื่นโวลต์เท่านั้น เช่นราว 20 กิโลโวลต์ (kilovolt ย่อว่า kV คือหน่วยแรงดันไฟฟ้าขนาดใหญ่ เท่ากับ 1,000 โวลต์ ดังนั้น 20 กิโลโวลต์ก็คือ 20,000 โวลต์นั่นเอง) แต่ก่อนที่ไฟฟ้าจะออกเดินทางไกล มันจะถูก "ยกขึ้น" ทันทีด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่าหม้อแปลง (transformer) ให้มีแรงดันสูงขึ้นไปอีกหลายสิบเท่า เหตุผลว่าทำไมต้องยกแรงดันสูงขนาดนั้นจะอธิบายในหัวข้อถัดไป

02.3 ช่วงที่ 2 — ส่ง: ทางด่วนไฟฟ้าของ กฟผ.

หลังจากถูกยกแรงดันแล้ว ไฟฟ้าจะขึ้นสู่ สายส่งแรงสูง (transmission line) ที่พาดผ่านเสาสูงลิ่วทั่วทุกภาคของประเทศ สายส่งเหล่านี้มีแรงดันสูงถึงประมาณ 500,000 โวลต์ 230,000 โวลต์ หรือ 115,000 โวลต์ ขึ้นอยู่กับเส้นทาง ลองเทียบดู ไฟที่ใช้ในบ้านเราอยู่ที่ประมาณ 220 โวลต์เท่านั้น เท่ากับว่าสายส่งแรงสูงมีแรงดันมากกว่าไฟบ้านเราถึงราวสองพันกว่าเท่า

แถวเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านทุ่งนาในภาคกลาง
  1. Earth (ground) wire (top shield wire) — สายดินที่อยู่บนสุดของเสาส่ง ไม่มีไฟฟ้าไหลผ่าน แต่ทำหน้าที่ล่อฟ้าผ่าไม่ให้ลงมาโดนสายไฟฟ้าเส้นหลักด้านล่าง
  2. Crossarm — แขนขวางที่ยื่นออกจากเสาส่ง ใช้ยึดสายไฟฟ้าและลูกถ้วยฉนวนให้กางออกจากกันในระยะที่ปลอดภัย
  3. Insulator string (suspension insulator) — ลูกถ้วยฉนวนที่ร้อยต่อกันเป็นพวง ทำหน้าที่กันไม่ให้ไฟฟ้าแรงสูงไหลลงเสาซึ่งเป็นโลหะ เหมือนตัวกั้นความปลอดภัยระหว่างสายไฟกับโครงเสา
  4. High-voltage transmission line — สายไฟฟ้าแรงสูงที่แท้จริงที่พาไฟฟ้าเดินทางไกล มีแรงดันสูงถึงราว 500,000, 230,000 หรือ 115,000 โวลต์
  5. Conductor (phase wires) — สายตัวนำที่พาไฟฟ้าจริง แต่ละเส้นที่เห็นอาจเป็นสายย่อยมัดรวมกันหลายเส้นตามที่อธิบายในเกร็ดน่ารู้ด้านล่าง
  6. Line of transmission towers (receding to horizon) — แถวเสาส่งที่เรียงต่อกันไปจนสุดสายตา แสดงให้เห็นว่าสายส่งแรงสูงพาดผ่านระยะทางไกลแค่ไหนกว่าจะถึงปลายทาง
  7. Transmission tower (steel lattice structure) — โครงสร้างเสาส่งแบบโครงเหล็กตาข่าย แข็งแรงพอจะรับน้ำหนักสายไฟและทนแรงลมได้ในทุกสภาพอากาศ
  8. Hills in the background — ภูมิประเทศที่สายส่งต้องพาดผ่าน ไม่ว่าจะเป็นทุ่งนา ภูเขา หรือป่า สายส่งแรงสูงถูกออกแบบให้ข้ามภูมิประเทศแบบนี้ได้โดยไม่ต้องมีจุดพักระหว่างทางบ่อยๆ
  9. Tower foundation — ฐานคอนกรีตที่ยึดเสาส่งให้มั่นคงกับพื้นดิน ต้องรับทั้งน้ำหนักเสาและแรงดึงจากสายไฟฟ้าที่ขึงตึง
  10. Rice fields (central Thailand) — ทุ่งนาในภาคกลางที่สายส่งแรงสูงพาดผ่าน แสดงให้เห็นว่าโครงข่ายไฟฟ้าเชื่อมพื้นที่เกษตรกรรมเข้ากับเมืองใหญ่ได้อย่างไร
สายส่งแรงสูง — ทางด่วนของไฟฟ้าที่พาดผ่านทุ่งนาข้ามจังหวัด

ทำไมต้องยกแรงดันให้สูงขนาดนั้นก่อนส่งทางไกล? เหตุผลสั้นๆ คือ ยิ่งแรงดันสูง ไฟฟ้าจะ "หายกลางทาง" ไปเป็นความร้อนน้อยที่สุด ทำให้ส่งไฟฟ้าได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตรโดยสูญเสียพลังงานน้อย เหตุผลเชิงลึกกว่านี้จะอธิบายแบบเห็นภาพในบทที่ 9 ตอนนี้ขอให้จำผลลัพธ์ไว้ก่อนว่า แรงดันยิ่งสูง การส่งทางไกลยิ่งมีประสิทธิภาพ

เจ้าของและผู้ดูแลระบบสายส่งแรงสูงทั่วประเทศคือ กฟผ. (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย — EGAT, Electricity Generating Authority of Thailand) ซึ่งนอกจากจะเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าหลายแห่งแล้ว ยังทำหน้าที่เดินสายส่งแรงสูงทั่วประเทศ เชื่อมโรงไฟฟ้าทุกแห่งเข้าด้วยกันเป็นโครงข่ายเดียว

💡 เกร็ดน่ารู้

เสาส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 500 กิโลโวลต์ต้นหนึ่งสูงพอๆ กับตึกประมาณ 15-20 ชั้น และเส้นสายไฟที่เรามองเห็นเป็นเส้นเดียวจากระยะไกล จริงๆ แล้วมักเป็นสายตัวนำมัดรวมกันถึง 4 เส้นย่อยต่อเฟส เพื่อช่วยกันพาไฟฟ้าปริมาณมหาศาลได้โดยไม่ร้อนเกินไป

02.4 ช่วงที่ 3 — จำหน่าย: จากสถานีไฟฟ้าสู่หน้าบ้าน

เมื่อไฟฟ้าแรงดันสูงเดินทางมาถึงบริเวณใกล้เมืองหรือชุมชนที่ต้องการใช้ไฟ มันจะเข้าสู่ สถานีไฟฟ้า (substation) ซึ่งทำหน้าที่ลดแรงดันลงทีละขั้น ไม่ใช่ลดวูบเดียวจากแสนกว่าโวลต์เหลือ 220 โวลต์ทันที

สถานีไฟฟ้าชานเมืองมีหม้อแปลงกำลังและบัสบาร์ ด้านหลังเป็นย่านที่อยู่อาศัย
  1. Residential Area — ย่านที่พักอาศัยที่รอรับไฟฟ้าจากสถานีนี้ แสดงให้เห็นว่าสถานีไฟฟ้ามักตั้งอยู่ใกล้ชุมชนที่ต้องการใช้ไฟ เพื่อลดระยะทางส่งต่อ
  2. Distribution Lines — สายจำหน่ายที่ออกจากสถานีไฟฟ้าไปยังเสาไฟตามถนน เป็นจุดเริ่มต้นของช่วง "จำหน่าย"
  3. Disconnect Switches — สวิตช์ตัดการเชื่อมต่อที่ใช้แยกอุปกรณ์ออกจากระบบเวลาต้องซ่อมบำรุง โดยไม่ต้องตัดไฟทั้งสถานี
  4. Busbars — แท่งตัวนำหลักที่รวบรวมและกระจายไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ภายในสถานี เหมือน "ถนนสายหลัก" ของไฟฟ้าภายในสถานี
  5. Power Transformers — หม้อแปลงกำลังขนาดใหญ่ที่ลดแรงดันไฟฟ้าจากระดับสายส่งลงมาเป็นระดับสายจำหน่าย เป็นหัวใจของสถานีไฟฟ้าทุกแห่ง
  6. Circuit Breakers — เบรกเกอร์ขนาดใหญ่ของสถานีไฟฟ้า ทำหน้าที่เดียวกับเบรกเกอร์ในบ้านที่อธิบายในบทที่ 1 แต่ขนาดใหญ่กว่ามาก ตัดไฟอัตโนมัติเมื่อระบบผิดปกติ
  7. Control Building — อาคารควบคุมที่เจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามและสั่งการอุปกรณ์ต่างๆ ในสถานีไฟฟ้า
สถานีไฟฟ้าชานเมือง — ด่านลดแรงดันก่อนไฟฟ้าเข้าสู่ตัวเมือง

จากสถานีไฟฟ้า สายไฟจะเดินตามเสาไฟฟ้าริมถนนด้วยแรงดันประมาณ 22,000-24,000 โวลต์ เรียกว่าสายจำหน่าย ก่อนจะถูกลดแรงดันขั้นสุดท้ายด้วยหม้อแปลงที่แขวนอยู่บนเสาไฟฟ้าหน้าบ้านหรือหน้าซอย ให้เหลือ 220 โวลต์ ซึ่งเป็นแรงดันที่ปลอดภัยพอจะเข้าบ้านเราได้

เสาไฟหน้าบ้านมีหม้อแปลงซอยแขวนอยู่ พร้อมมิเตอร์ไฟฟ้าติดผนังบ้าน
  1. Medium voltage power lines (22 kV) — สายจำหน่ายแรงดันปานกลางที่พาดผ่านด้านบนสุดของเสา แรงดันราว 22,000 โวลต์
  2. Insulators — ลูกถ้วยฉนวนที่ยึดสายไฟฟ้าไว้กับเสา กันไม่ให้ไฟฟ้าไหลลงเสาซึ่งอาจเป็นอันตราย
  3. Cutout fuse — ฟิวส์ตัดตอนที่ป้องกันหม้อแปลงจากกระแสไฟฟ้าผิดปกติ ถ้าหม้อแปลงมีปัญหา ฟิวส์ตัวนี้จะขาดก่อนความเสียหายลุกลาม
  4. Pole-mounted transformer (22 kV / 400-230 V) — หม้อแปลงที่แขวนอยู่บนเสา ทำหน้าที่ลดแรงดันขั้นสุดท้ายจาก 22,000 โวลต์ เหลือ 220-230 โวลต์ที่ใช้ในบ้านได้จริง
  5. Low voltage power lines (400/230 V) — สายไฟแรงดันต่ำที่ออกจากหม้อแปลง พร้อมใช้งานในบ้านแล้ว เดินต่อไปยังบ้านแต่ละหลังในซอย
  6. Neutral conductor — สายนิวทรัล ทำหน้าที่เป็นเส้นทางกลับของกระแสไฟฟ้า คู่กับสายไฟหลักที่จ่ายเข้าบ้าน
  7. Grounding conductor — สายต่อลงดินของระบบจำหน่าย ทำหน้าที่คล้ายกับสายดินในบ้านที่อธิบายในบทที่ 1 แต่เป็นระดับของระบบจำหน่ายทั้งซอย
  8. Service drop (to building) — สายไฟที่ต่อจากเสาไฟฟ้าเข้าสู่ตัวบ้านโดยตรง เป็นเส้นทางสุดท้ายก่อนถึงมิเตอร์
  9. Electricity meter — มิเตอร์ไฟฟ้าที่ติดผนังบ้าน คือจุดแบ่งเขตระหว่างระบบของการไฟฟ้ากับระบบไฟฟ้าภายในบ้าน
  10. Low voltage service cable — สายไฟแรงดันต่ำที่เดินจากจุดต่อบนเสาลงมาตามเสาจนถึงจุดเชื่อมเข้าบ้าน
เสาไฟหน้าบ้านกับหม้อแปลงซอย — ด่านสุดท้ายก่อนไฟฟ้า 220 โวลต์เข้าบ้าน

ผู้ดูแลระบบช่วงนี้ไม่ใช่ กฟผ. แต่เป็นการไฟฟ้าคนละหน่วยงาน แบ่งตามพื้นที่: ในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ดูแลโดย กฟน. (การไฟฟ้านครหลวง — MEA, Metropolitan Electricity Authority) ส่วนอีก 74 จังหวัดที่เหลือทั่วประเทศ ดูแลโดย กฟภ. (การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค — PEA, Provincial Electricity Authority) นี่คือเหตุผลที่บิลค่าไฟฟ้าที่บ้านเราได้รับทุกเดือน มาจาก กฟน. หรือ กฟภ. ไม่ใช่ กฟผ. แม้ว่า กฟผ. จะเป็นคนผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่ก็ตาม รายละเอียดขององค์กรทั้งสามและความสัมพันธ์ระหว่างกันจะอธิบายเต็มๆ ในบทที่ 12

💡 เกร็ดน่ารู้

เขตรอยต่อระหว่างพื้นที่ดูแลของ กฟน. กับ กฟภ. บางจุดอยู่ใกล้กันมากจนน่าแปลกใจ บ้านสองหลังที่ตั้งอยู่คนละฝั่งถนนเส้นเดียวกันแถวรอยต่อกรุงเทพฯ กับปริมณฑล อาจได้รับบิลค่าไฟฟ้าจากคนละการไฟฟ้ากันเลยก็ได้

02.5 ช่วงที่ 4 — ใช้งาน: หลังมิเตอร์คือบ้านเรา

จุดสุดท้ายของการเดินทางคือ มิเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งเขตชัดเจนระหว่างสองระบบ: ฝั่งหนึ่งคือระบบของการไฟฟ้าที่ กฟน. หรือ กฟภ. ดูแลรับผิดชอบ อีกฝั่งหนึ่งคือระบบไฟฟ้าภายในบ้านที่เราต้องดูแลเอง

หลังผ่านมิเตอร์แล้ว ไฟฟ้า 220 โวลต์จะเข้าสู่ตู้เบรกเกอร์ที่อธิบายไว้ในบทที่ 1 แล้วแยกวงจรกระจายไปทั่วบ้าน ไม่ว่าจะเป็นปลั๊กไฟ สวิตช์ไฟ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ทุกจุดที่มีไฟฟ้าใช้งานในบ้านเราล้วนสืบสาวย้อนกลับไปได้ถึงมิเตอร์หน้าบ้านจุดเดียวกันทั้งหมด

ลองปิดท้ายบทนี้ด้วยไทม์ไลน์สั้นๆ ที่แสดงให้เห็นว่าทั้งระบบเชื่อมโยงกันแค่ไหน: ทันทีที่คุณกดสวิตช์เปิดแอร์ที่บ้าน ความต้องการไฟฟ้าโดยรวมของทั้งประเทศจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในทันที และที่โรงไฟฟ้าแห่งใดแห่งหนึ่งในเครือข่าย จะมีการเร่งเครื่องผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกนิดหนึ่งเพื่อให้พอดีกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาที โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ นี่คือความมหัศจรรย์ของระบบไฟฟ้าที่ต้องรักษาสมดุลแบบเรียลไทม์ตลอดเวลา ซึ่งจะเป็นเรื่องหลักของบทถัดไป

ผลิต (กฟผ./เอกชน) ส่ง (กฟผ.) จำหน่าย (กฟน./กฟภ.) บ้านเรา โรงไฟฟ้า หม้อแปลง ยกแรงดัน เสาส่งแรงสูง สถานีไฟฟ้า เสาไฟถนน หม้อแปลง ซอย มิเตอร์ บ้าน 20 kV 500 kV 115 kV 22 kV 220 V
แผนที่เส้นทางไฟฟ้า — จากโรงไฟฟ้าถึงบ้านเรา 4 ช่วง พร้อมระดับแรงดันแต่ละจุด

สรุปท้ายบท

  • เส้นทางไฟฟ้ามี 4 ช่วง: ผลิต (โรงไฟฟ้า) → ส่ง (สายส่งแรงสูง) → จำหน่าย (สถานีไฟฟ้าและสายตามถนน) → ใช้งาน (หลังมิเตอร์คือบ้านเรา)
  • ระบบไฟฟ้าเทียบได้กับระบบประปาเมือง แต่ต่างกันตรงที่ไฟฟ้าเก็บสะสมไว้ล่วงหน้าแทบไม่ได้ ต้องผลิตให้พอดีกับที่ใช้ตลอดเวลา
  • แรงดันไฟฟ้าต้องถูกยกให้สูงมากก่อนส่งทางไกล เพื่อลดการสูญเสียพลังงานระหว่างทาง แล้วค่อยๆ ลดแรงดันลงทีละขั้นก่อนถึงบ้าน
  • กฟผ. ดูแลการผลิตและสายส่งแรงสูงทั่วประเทศ ส่วน กฟน. และ กฟภ. ดูแลการจำหน่ายไฟฟ้าถึงบ้านแยกตามพื้นที่
  • มิเตอร์ไฟฟ้าคือเส้นแบ่งเขตระหว่างระบบของการไฟฟ้า กับระบบไฟฟ้าภายในบ้านที่เราดูแลเอง

คำศัพท์ในบทนี้

คำศัพท์ความหมายแบบเข้าใจง่าย
การผลิต (generation)ขั้นตอนที่โรงไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าออกมา เป็นช่วงแรกของการเดินทาง
การส่ง (transmission)การพาไฟฟ้าแรงดันสูงมากเดินทางไกลผ่านสายส่งบนเสาสูง
การจำหน่าย (distribution)การกระจายไฟฟ้าแรงดันต่ำลงตามถนนและซอยจนถึงหน้าบ้าน
สถานีไฟฟ้า (substation)จุดลดแรงดันไฟฟ้าทีละขั้นระหว่างทาง เหมือนสถานีจ่ายน้ำที่ปรับแรงดัน
หม้อแปลง (transformer)อุปกรณ์ที่ยกหรือลดแรงดันไฟฟ้าให้สูงขึ้นหรือต่ำลง
กฟผ. (EGAT)การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย — ผลิตไฟฟ้าและดูแลสายส่งแรงสูงทั่วประเทศ
กฟน. (MEA)การไฟฟ้านครหลวง — จำหน่ายไฟฟ้าในกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ
กฟภ. (PEA)การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค — จำหน่ายไฟฟ้าในอีก 74 จังหวัดที่เหลือ
มิเตอร์ (meter)อุปกรณ์วัดปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ เป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างการไฟฟ้ากับบ้านเรา
กิโลโวลต์ (kV)หน่วยแรงดันไฟฟ้าขนาดใหญ่ เท่ากับ 1,000 โวลต์ ใช้บอกแรงดันสายส่งและสายจำหน่าย

ทบทวนความเข้าใจ

เส้นทางไฟฟ้า 4 ช่วงมีอะไรบ้าง?
ผลิต → ส่ง → จำหน่าย → ใช้งาน
ทำไมต้องยกแรงดันสูงมากก่อนส่งไฟฟ้าทางไกล?
เพื่อให้ไฟฟ้า "หายกลางทาง" กลายเป็นความร้อนน้อยที่สุด เหมือนท่อเมนแรงดันสูงที่ส่งน้ำไปได้ไกลโดยสูญเสียน้อย
บิลค่าไฟบ้านในเชียงใหม่มาจากการไฟฟ้าไหน? กรุงเทพฯ ล่ะ?
เชียงใหม่มาจาก กฟภ. (การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) ส่วนกรุงเทพฯ มาจาก กฟน. (การไฟฟ้านครหลวง)
หม้อแปลงที่แขวนอยู่บนเสาไฟหน้าบ้านทำหน้าที่อะไร?
ลดแรงดันไฟฟ้าขั้นสุดท้ายจากสายจำหน่ายประมาณ 22,000 โวลต์ ให้เหลือ 220 โวลต์ก่อนเข้าบ้าน
มิเตอร์ไฟฟ้าคือเส้นแบ่งระหว่างอะไรกับอะไร?
ระบบของการไฟฟ้าที่ กฟน./กฟภ. ดูแล กับระบบไฟฟ้าภายในบ้านที่เราดูแลเอง
📚 ห้องสมุด