ห้องสมุดหน้าหลัก › ภาค 3 อุปกรณ์เครื่องกล › บทที่ 17

บทที่ 17 — เชื้อเพลิงและการเผาไหม้

Fuel & Combustion

⚡ ทำไมบทนี้สำคัญต่อการเข้าใจโรงไฟฟ้า

บทที่ 16 พาไล่เส้นทางน้ำ-ไอน้ำภายใน boiler (หม้อไอน้ำ) ไปแล้วทั้งวงจร แต่ยังไม่ได้ตอบคำถามพื้นฐานที่สุดข้อหนึ่ง: ความร้อนที่ป้อนเข้าวงจรนั้นมาจากไหน และมาได้อย่างไร บทนี้ย้อนกลับไปที่ต้นทางของพลังงานทั้งหมดในโรงไฟฟ้าพลังความร้อน — เชื้อเพลิงและกระบวนการเผาไหม้ ผู้เรียนจะได้เห็นว่าเชื้อเพลิงแต่ละชนิด (ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันเตา ชีวมวล) มีสมบัติต่างกันอย่างไร และสมบัติเหล่านั้นส่งผลต่อการออกแบบระบบทั้งสายอย่างไร ตั้งแต่ค่าความร้อน (ที่ต่อยอดจากเทอร์โมไดนามิกส์ในบทที่ 9) ไปจนถึงอัตราส่วนอากาศที่ต้องใช้เผาไหม้ให้สมบูรณ์ เนื้อหาเรื่องระบบลำเลียงถ่านหินและ pulverizer (เครื่องบดถ่าน) ต่อยอดโดยตรงจากบทที่ 16 ในฐานะแหล่งป้อนเชื้อเพลิงเข้า burner (หัวเผา) ส่วนเนื้อหาเรื่องมลพิษและอุปกรณ์ควบคุมท้ายเตาในช่วงท้ายบทเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะเชื่อมโยงต่อไปยังบทที่ 38 (เครื่องมือวัด) และบทที่ 39 (ระบบควบคุม) ซึ่งพูดถึงการเฝ้าระวังและป้องกันในรายละเอียดต่อไป

🎯 เป้าหมายการเรียนรู้
  • จำแนกเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้า (ถ่านหินแต่ละ rank, natural gas, fuel oil, biomass) พร้อมค่าความร้อนและสมบัติเด่นได้
  • อธิบายความต่าง HHV/LHV และแปลงไปมาได้ รวมถึงอ่าน proximate/ultimate analysis เป็น
  • คำนวณ stoichiometric air, air-fuel ratio และ excess air จากค่า O₂ ใน flue gas ได้
  • ไล่เส้นทางถ่านหินจาก stockyard ถึง burner และอธิบายหน้าที่ pulverizer แต่ละแบบได้
  • ระบุส่วนประกอบ gas train และเงื่อนไขความปลอดภัยก่อนจุดไฟตามหลัก double block & bleed ได้
  • อธิบายกลไกเกิด NOx/SO₂/ฝุ่น และหลักการทำงานของ low-NOx burner, SCR, FGD, ESP ได้

17.1 ชนิดเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า (Power Plant Fuels)

เชื้อเพลิงที่ป้อนเข้าโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแบ่งได้เป็นสี่ตระกูลหลัก และตระกูลที่มีความหลากหลายภายในตัวมันเองมากที่สุดคือถ่านหิน ซึ่งจำแนกย่อยตาม "rank" หรือระดับการแปรสภาพทางธรณีวิทยา (อายุและความดัน/อุณหภูมิที่ผ่านมาตลอดกระบวนการก่อตัว) ถ่านหินที่ผ่านการแปรสภาพน้อยที่สุดคือ lignite (ลิกไนต์) มีค่าความร้อน HHV เพียงราว 10–17 MJ/kg และมีความชื้นสูงถึง 25–45% ถัดมาคือ sub-bituminous (ซับบิทูมินัส) ที่ HHV ราว 18–24 MJ/kg แล้วจึงถึง bituminous (บิทูมินัส) ซึ่ง HHV สูงถึง 24–32 MJ/kg และความชื้นต่ำเพียง 5–10% เป็นเชื้อเพลิงหลักของโรงไฟฟ้าถ่านหินนำเข้าส่วนใหญ่เพราะขนส่งคุ้มค่าและเผาได้พลังงานสูงต่อหน่วยน้ำหนัก ส่วน anthracite (แอนทราไซต์) เป็นถ่านหินที่แปรสภาพมากที่สุด แข็งและมี volatile matter (สารระเหย) ต่ำมากจนจุดติดไฟยาก จึงแทบไม่ถูกใช้ในโรงไฟฟ้า

สำหรับบริบทของ กฟผ. (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) ลิกไนต์แม่เมาะเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญที่สุด — HHV อยู่ที่เพียงราว 10–12 MJ/kg (ประมาณ 2,400–2,800 kcal/kg) ความชื้นสูงถึง 30–35% และมีเถ้าปนอยู่มากถึง 20–30% โดยเถ้านั้นมีปริมาณ CaO (แคลเซียมออกไซด์) สูง ทำให้เกิด slagging (ตะกรันเกาะผนังเตา) และ fouling (คราบเกาะท่อ) ได้ง่ายกว่าถ่านหินทั่วไป นอกจากนี้ยังมีกำมะถันปนอยู่ราว 1.5–3.5% เหมืองแม่เมาะเป็นเหมืองแบบเปิด (open-pit) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ป้อนถ่านหินให้โรงไฟฟ้าแม่เมาะปีละราว 15–16 ล้านตัน ด้วยคุณสมบัติที่ด้อยกว่าถ่านหินนำเข้าในแทบทุกด้าน โรงไฟฟ้าที่เผาลิกไนต์แม่เมาะจึงต้องออกแบบเป็นการเฉพาะ ตั้งแต่ขนาดเตาที่ใหญ่กว่าเพื่อรองรับปริมาณเชื้อเพลิงที่มากขึ้นต่อหน่วยพลังงาน ไปจนถึงระบบจัดการเถ้าและระบบกำจัดมลพิษที่ต้องมีขนาดใหญ่กว่าตามไปด้วย

เชื้อเพลิงตระกูลที่สองคือ natural gas (ก๊าซธรรมชาติ) ซึ่งมีองค์ประกอบหลักเป็น CH₄ (มีเทน) ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตจากอ่าวไทยมีลักษณะเฉพาะคือมี CO₂ (คาร์บอนไดออกไซด์) ปนอยู่ในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงหลายเปอร์เซ็นต์ ซึ่งทำให้ค่าความร้อนต่อหน่วยปริมาตร (Nm³ หรือ normal cubic meter — ลูกบาศก์เมตรที่สภาวะมาตรฐาน) ต่ำกว่าก๊าซมีเทนบริสุทธิ์ โดยทั่วไปมี LHV ราว 35–40 MJ/Nm³ ประเด็นที่วิศวกรต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือค่า Wobbe index (ดัชนีวอบบี — ตัวเลขที่บ่งบอกพฤติกรรมการเผาไหม้ของก๊าซเมื่อผ่านหัวฉีดขนาดคงที่ โดยคำนวณจากค่าความร้อนหารด้วยรากที่สองของความถ่วงจำเพาะของก๊าซ) เพราะเมื่อแหล่งก๊าซหรือสัดส่วน LNG (Liquefied Natural Gas — ก๊าซธรรมชาติเหลว) ที่ผสมเข้าระบบเปลี่ยนไป ค่า Wobbe index ที่เปลี่ยนตามจะกระทบพฤติกรรมของ burner โดยตรง เช่น ขนาดเปลวไฟหรือความเสี่ยงเปลวหลุด

เชื้อเพลิงตระกูลที่สามคือ fuel oil (น้ำมันเตา) โดยชนิดที่ใช้เผาหลักคือ heavy fuel oil หรือ HFO (น้ำมันเตาหนัก) ซึ่งมี HHV สูงราว 42–44 MJ/kg แต่มีความหนืดสูงมากที่อุณหภูมิห้อง จึงต้องอุ่นให้ร้อนถึงราว 90–130°C ก่อนเพื่อลดความหนืดลงให้พอที่จะ atomize (พ่นฝอย) ผ่านหัวฉีดได้ ส่วน light diesel (น้ำมันดีเซล) ซึ่งไม่ต้องอุ่นก่อนใช้งาน มักถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงจุดนำ (ignitor/start-up fuel) ในช่วงเริ่มเดินเครื่อง เชื้อเพลิงตระกูลสุดท้ายคือ biomass (ชีวมวล) เช่น ชานอ้อย แกลบ และเศษไม้ ซึ่งมี HHV แปรผันกว้างตามความชื้นตั้งแต่ราว 8–18 MJ/kg ปัญหาเด่นของชีวมวลคือมีธาตุ alkali (ด่าง) และ chlorine (คลอรีน) ปนอยู่มาก ซึ่งเร่งให้เกิด fouling และ corrosion (การกัดกร่อน) ในท่อ จึงมักเผาในเตาแบบ grate (ตะแกรง) หรือ CFB (Circulating Fluidized Bed — เตาเผาแบบฟลูอิไดซ์เบดหมุนเวียน) ที่ทนต่อเชื้อเพลิงคุณภาพแปรปรวนได้ดีกว่า หรือใช้วิธี co-firing (เผาผสม) ในสัดส่วนน้อยร่วมกับถ่านหิน

เมื่อมองภาพรวมกำลังผลิตของประเทศไทย กำลังผลิตส่วนใหญ่ของ กฟผ. มาจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่เผาก๊าซธรรมชาติ (gas-fired combined cycle ตามที่เรียนในบทที่ 15 และจะเรียนรายละเอียดกังหันก๊าซในบทที่ 25) ในขณะที่ลิกไนต์จากแม่เมาะยังคงเป็นฐานกำลังผลิตสำคัญของภาคเหนือ ความแตกต่างของเชื้อเพลิงทั้งสองประเภทนี้เองที่ทำให้โรงไฟฟ้าแต่ละแห่งมีการออกแบบระบบเผาไหม้และระบบเสริมที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะได้เห็นรายละเอียดตลอดทั้งบทนี้

เหมืองลิกไนต์แบบเปิดขนาดใหญ่ bucket wheel excavator กำลังขุดชั้นถ่านหิน พร้อมป้ายกำกับส่วนประกอบ
  1. Bucket wheel — ล้อขนาดใหญ่ติดถังตักเป็นวงกลมที่ปลายแขน boom หมุนขุดชั้นถ่านหินหรือ overburden ออกมาต่อเนื่อง เป็นหัวใจของเครื่องขุดประเภทนี้ที่ทำให้ขุดได้ปริมาณมหาศาลต่อชั่วโมงโดยไม่ต้องมีรถขุดหลายคัน
  2. Boom — แขนเหล็กยาวที่ยื่น bucket wheel ออกไปจากตัวเครื่อง ควบคุมให้ตักได้ลึกและกว้างตามแนวหน้าเหมืองที่ต้องการ
  3. Hoist towers — เสาสูงคู่ที่ยึดสายเคเบิลรับน้ำหนักแขน boom ไว้ ทำหน้าที่คล้ายเครนถ่วงน้ำหนักให้แขนที่ยื่นยาวไม่หักโค้งลง
  4. Operator cab — ห้องควบคุมของผู้ควบคุมเครื่องขุด ติดตั้งอยู่บนตัวเครื่องเพื่อมองเห็นบริเวณตักได้ชัดเจน
  5. Machine superstructure — โครงสร้างส่วนบนของเครื่องจักรที่รวมห้องเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และจุดหมุนของแขน boom ทั้งหมดไว้ด้วยกัน
  6. Conveyor bridge — สะพานสายพานลำเลียงที่รับถ่านหินจาก bucket wheel ส่งต่อไปยัง discharge conveyor เพื่อลำเลียงออกจากหน้าเหมือง
  7. Discharge conveyor — สายพานลำเลียงปลายทางที่รับถ่านหินจาก conveyor bridge แล้วส่งต่อไปยังระบบขนส่งหลักของเหมือง เช่น สายพานยาวหรือรถไฟ
  8. Crawler undercarriage — ฐานตีนตะขาบขนาดใหญ่ที่รองรับน้ำหนักเครื่องจักรทั้งหมดและเคลื่อนที่เครื่องไปตามหน้าเหมืองได้อย่างมั่นคงบนพื้นดินที่ไม่แน่น
  9. Overburden — ชั้นดินและหินที่ปกคลุมอยู่เหนือชั้นถ่านหิน ต้องขุดออกก่อนจึงจะเข้าถึงชั้นถ่านหินด้านล่างได้ กองดินสีอ่อนที่เห็นด้านซ้ายของภาพคือ overburden ที่ขุดออกมาแล้ว
  10. Lignite (brown coal) seam — ชั้นถ่านหินลิกไนต์สีน้ำตาลเข้มที่เป็นเป้าหมายการขุดจริง มองเห็นเป็นแถบสีเข้มด้านล่างของหน้าเหมือง
  11. Dump car (for overburden) — รถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ใช้ขนย้าย overburden ออกจากพื้นที่ขุด แยกจากระบบสายพานลำเลียงถ่านหินหลัก
เหมืองลิกไนต์แบบเปิด — bucket wheel excavator ขุดชั้นถ่านป้อนโรงไฟฟ้า
🔧 ในโรงไฟฟ้าจริง

กองถ่านที่ stockyard ต้องมีการวัดอุณหภูมิกองอย่างสม่ำเสมอ จุดใดที่อุณหภูมิไต่ขึ้นเกินราว 60–70°C ต้องรีบรื้อกองกระจายความร้อนออกทันทีก่อนจะเกิด spontaneous combustion (การลุกไหม้เอง) โดยเฉพาะลิกไนต์ที่มีความชื้นและ volatile matter สูง ทำให้ติดไฟเองได้ง่ายกว่าบิทูมินัสมาก

ลานกองถ่านหินของโรงไฟฟ้าพร้อมเครื่อง stacker-reclaimer แบบรางเลื่อน พร้อมป้ายกำกับส่วนประกอบ
  1. Stacker-reclaimer (rail-mounted) — เครื่องจักรตัวเดียวที่ทำได้สองหน้าที่สลับกัน: กองถ่านหินใหม่ที่ส่งเข้ามา (stacking) และตักถ่านหินจากกองเดิมกลับไปป้อนโรงไฟฟ้า (reclaiming) เคลื่อนที่ไปมาบนรางที่วางขนานกับแนวกองถ่าน
  2. Coal stockpile — กองถ่านหินทรงสามเหลี่ยมยาวที่สำรองไว้ใช้งานล่วงหน้าราว 15–30 วัน กันกรณีเชื้อเพลิงจากเหมือง/ท่าเรือส่งมาไม่ทันหรือขาดตอน
  3. Reclaimer boom and bucket wheel — แขนพร้อมล้อตักขนาดเล็กที่ปลายเครื่อง ใช้ตักถ่านหินจากกองกลับขึ้นสายพานเมื่อเครื่องทำหน้าที่ reclaiming
  4. Conveyor gantry — โครงสะพานสูงที่รองรับสายพานลำเลียงถ่านหินข้ามพื้นที่ลานกองไปยังโรงไฟฟ้า
  5. Operator cab — ห้องควบคุมของผู้ควบคุม stacker-reclaimer ติดตั้งบนตัวเครื่องเพื่อมองเห็นแนวกองถ่านได้ชัดเจนขณะทำงาน
  6. Travel rails — รางเหล็กคู่ที่วางตามแนวยาวของลานกอง ให้ stacker-reclaimer เคลื่อนที่ไปตามความยาวกองถ่านหินได้ทั้งแนว
  7. Rail cars (to plant) — โบกี้รถไฟที่รอรับถ่านหินจากลานกองเพื่อขนส่งเข้าสู่ระบบลำเลียงหลักของโรงไฟฟ้าต่อไป
  8. Power plant (boilers and stacks) — ตัวอาคารโรงไฟฟ้าพร้อมปล่องระบายที่เห็นเป็นฉากหลัง แสดงให้เห็นระยะทางจาก stockyard ถึงจุดใช้งานเชื้อเพลิงจริง
Stockyard สำรองถ่าน 15–30 วัน พร้อม stacker/reclaimer จัดกองและตักจ่าย

17.2 ค่าความร้อนและการวิเคราะห์เชื้อเพลิง (Heating Value & Fuel Analysis)

ค่าความร้อนของเชื้อเพลิงมีสองแบบที่ต้องแยกให้ชัดเจนเสมอ แบบแรกคือ HHV หรือ Higher Heating Value (ค่าความร้อนขั้นสูง/ค่าความร้อนรวม) ซึ่งวัดได้จาก bomb calorimeter (เครื่องวัดค่าความร้อนแบบถังปิด) ในห้องปฏิบัติการ ค่านี้รวมความร้อนแฝงทั้งหมดที่จะได้คืนกลับมาหากไอน้ำในผลิตภัณฑ์การเผาไหม้ควบแน่นกลับเป็นน้ำเหลว แบบที่สองคือ LHV หรือ Lower Heating Value (ค่าความร้อนสุทธิ/ค่าความร้อนขั้นต่ำ) ซึ่งหักความร้อนแฝงของไอน้ำนั้นออกไป เพราะในโรงไฟฟ้าจริง ไอน้ำที่เกิดจากการเผาไหม้จะถูกปล่อยออกไปทางปล่องพร้อม flue gas โดยไม่มีการควบแน่นคืนความร้อนแต่อย่างใด มาตรฐานที่ยุโรปและผู้ผลิตกังหันส่วนใหญ่นิยมใช้คือ LHV ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและมาตรฐาน ASME (American Society of Mechanical Engineers) นิยมใช้ HHV ดังนั้นเมื่ออ่านสเปคเครื่องจักรหรือรายงานประสิทธิภาพ จึงต้องตรวจสอบ basis (ฐานอ้างอิง) เสมอว่าใช้ค่าไหน

ผลต่างระหว่าง HHV กับ LHV ขึ้นกับปริมาณไฮโดรเจนและความชื้นในเชื้อเพลิงเป็นหลัก สำหรับก๊าซธรรมชาติซึ่งมีไฮโดรเจนสูง ผลต่างนี้อยู่ที่ราว 10% ของ HHV ในขณะที่บิทูมินัสซึ่งมีไฮโดรเจนน้อยกว่าและความชื้นต่ำ ผลต่างมีเพียงราว 4–5% ส่วนลิกไนต์ที่ความชื้นสูงมาก ผลต่างอาจสูงถึง 10–12% ด้วยเหตุนี้ ตัวเลข "ประสิทธิภาพ 90%" ที่ไม่ได้ระบุว่าอ้างอิง HHV หรือ LHV จึงเป็นตัวเลขที่ยังนำไปใช้เปรียบเทียบไม่ได้ ต้องถามหา basis ก่อนเสมอ

ในการนำเชื้อเพลิงมาวิเคราะห์ วิศวกรใช้สองวิธีหลักคือ proximate analysis (การวิเคราะห์ขั้นต้น) ซึ่งแยกเชื้อเพลิงออกเป็น 4 องค์ประกอบ ได้แก่ moisture (ความชื้น), volatile matter (สารระเหย), fixed carbon (คาร์บอนคงตัว) และ ash (เถ้า) — ผลวิเคราะห์นี้ใช้เลือกวิธีเผาและออกแบบ mill (เครื่องบดถ่าน) เพราะเชื้อเพลิงที่มี volatile matter สูงจะจุดติดไฟง่ายและให้เปลวยาว ส่วนอีกวิธีคือ ultimate analysis (การวิเคราะห์ขั้นสมบูรณ์) ซึ่งแยกเป็นธาตุองค์ประกอบจริง ได้แก่ C (คาร์บอน), H (ไฮโดรเจน), O (ออกซิเจน), N (ไนโตรเจน), S (กำมะถัน) บวกกับความชื้นและเถ้า ผลวิเคราะห์แบบนี้ใช้คำนวณ stoichiometric air (อากาศทางทฤษฎีที่ต้องใช้เผาไหม้พอดี) และประเมินค่า HHV ได้โดยตรง

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่มักสร้างความสับสนคือ basis ของผลวิเคราะห์ ซึ่งมีสี่แบบ: as-received หรือ ar (สภาพที่ได้รับจริง รวมความชื้นทั้งหมด), air-dried หรือ ad (ผึ่งลมจนความชื้นผิวหายไปบางส่วน), dry หรือ d (หักความชื้นออกทั้งหมด) และ dry-ash-free หรือ daf (หักทั้งความชื้นและเถ้าออก) ตัวเลขเดียวกัน เช่น ปริมาณคาร์บอน จะมีค่าต่างกันมากตาม basis ที่ใช้รายงาน จึงต้องแปลงให้อยู่ใน basis เดียวกันก่อนนำไปเปรียบเทียบหรือคำนวณต่อเสมอ

$$HHV \approx 33{,}800\,C + 144{,}200\left(H - \frac{O}{8}\right) + 9{,}400\,S \;\; \text{kJ/kg}$$

สูตรนี้เรียกว่าสูตร Dulong ใช้ประมาณค่า HHV จากผลวิเคราะห์ ultimate analysis โดย \(C, H, O, S\) คือสัดส่วนมวลของธาตุแต่ละตัว (kg ธาตุ/kg เชื้อเพลิง) สูตรนี้ให้ค่าประมาณที่แม่นยำราว ±2–3% สำหรับถ่านหินทั่วไป

$$LHV = HHV - 2{,}442\,(9H + M) \;\; \text{kJ/kg}$$

โดย \(2{,}442\) คือความร้อนแฝงของน้ำที่ 25°C (kJ/kg), \(9H\) คือมวลน้ำที่เกิดจากการเผาไหม้ไฮโดรเจน (ไฮโดรเจน 1 kg รวมกับออกซิเจนได้น้ำ 9 kg ตามอัตราส่วนโมล) และ \(M\) คือความชื้นในเชื้อเพลิง (kg/kg) สูตรนี้คือที่มาของผลต่าง HHV−LHV ที่กล่าวถึงข้างต้น

✏️ ตัวอย่าง 17.2 — แปลง HHV → LHV ของ lignite

โจทย์: lignite มี HHV = 11,500 kJ/kg, H = 2.5%, moisture = 32% หา LHV

วิธีทำ: น้ำต่อ kg เชื้อเพลิง = 9H + M = 9(0.025) + 0.32 = 0.225 + 0.32 = 0.545 kg; LHV = 11,500 − 2,442 × 0.545 = 11,500 − 1,331

คำตอบ: LHV ≈ 10,169 kJ/kg (~10.2 MJ/kg) — ต่ำกว่า HHV ถึง ~11.6% เพราะความชื้นสูง

HHV เทียบ LHV ของเชื้อเพลิงหลัก 3 ชนิด MJ/kg HHV LHV ความร้อนแฝงไอน้ำ (9H + M) 55.5 50.0 Natural Gas 29.0 27.7 Bituminous 11.5 10.3 Lignite แม่เมาะ ส่วนต่าง HHV−LHV (แถบลาย) ของ lignite แม่เมาะมีสัดส่วนสูงสุด เพราะ moisture ในเชื้อเพลิงสูง
เปรียบเทียบ HHV กับ LHV ของเชื้อเพลิงสามชนิด — ส่วนต่างคือความร้อนแฝงของไอน้ำที่ปล่อยออกปล่องไปโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์

17.3 Stoichiometry ของการเผาไหม้และ Excess Air (Combustion Stoichiometry & Excess Air)

การเผาไหม้เชื้อเพลิงเกิดจากปฏิกิริยาเคมีสามปฏิกิริยาหลัก คือคาร์บอนรวมกับออกซิเจนได้คาร์บอนไดออกไซด์และคายความร้อนราว 32.8 MJ ต่อกิโลกรัมคาร์บอน ไฮโดรเจนรวมกับออกซิเจนได้น้ำและคายความร้อนสูงถึงราว 142 MJ ต่อกิโลกรัมไฮโดรเจน และกำมะถันรวมกับออกซิเจนได้ซัลเฟอร์ไดออกไซด์คายความร้อนราว 9.3 MJ ต่อกิโลกรัมกำมะถัน อากาศที่ใช้เป็นแหล่งออกซิเจนมีสัดส่วน O₂ อยู่ 23.2% โดยมวล หรือ 21% โดยปริมาตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต้องใช้ในการคำนวณทุกครั้ง

ปริมาณอากาศที่พอดีเผาไหม้เชื้อเพลิงจนหมดโดยไม่มี O₂ เหลืออยู่เลยเรียกว่า stoichiometric air หรือ theoretical air (อากาศทางทฤษฎี) มี rule of thumb ที่ใช้ได้ใกล้เคียงกับเชื้อเพลิงแทบทุกชนิดคือประมาณ 0.25–0.27 Nm³ อากาศต่อ 1 MJ ของค่าความร้อน LHV แต่ในทางปฏิบัติจริง การเผาไหม้ไม่มีทางผสมเชื้อเพลิงกับอากาศได้สมบูรณ์แบบ 100% จึงต้องเติมอากาศเกินความจำเป็นเข้าไปเสมอ เรียกส่วนเกินนี้ว่า excess air (อากาศส่วนเกิน) ปริมาณที่ต้องเติมแตกต่างกันตามชนิดเชื้อเพลิงและวิธีเผา: pulverized coal หรือ PC (ถ่านหินบดละเอียด) ต้องการราว 15–25% (วัดเป็น O₂ ที่เหลือในก๊าซไอเสียราว 3–4% แบบ dry basis), fuel oil ต้องการราว 5–15% (O₂ ราว 1–3%), natural gas ต้องการน้อยที่สุดราว 5–10% (O₂ ราว 1–2%) เพราะผสมกับอากาศได้ง่ายและทั่วถึงกว่าเชื้อเพลิงแข็ง ส่วนเตาแบบ stoker/grate ที่เผาเชื้อเพลิงแข็งเป็นชิ้นแทนที่จะบดละเอียด ต้องการ excess air สูงถึง 30–60%

excess air ที่น้อยเกินไปทำให้เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ เกิด CO (คาร์บอนมอนอกไซด์) และ unburned carbon (คาร์บอนที่เผาไม่หมด) ปนอยู่ในเถ้า มีควันดำ และเกิด slagging ได้ง่ายเพราะบรรยากาศในเตาเป็นแบบ reducing (ขาดออกซิเจน) แต่ในทางกลับกัน excess air ที่มากเกินไปก็ไม่ดี เพราะทำให้ dry flue gas loss (ความสูญเสียจากก๊าซไอเสียแห้งที่พาความร้อนทิ้งออกปล่องไปโดยเปล่าประโยชน์) เพิ่มขึ้น NOx ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และพัดลมต้องกินไฟมากขึ้นเพื่อเป่าอากาศส่วนเกินนั้น เมื่อรวมความสูญเสียทั้งสองทางเข้าด้วยกัน จะพบว่ามีจุดต่ำสุดของ total loss (ความสูญเสียรวม) อยู่ที่ค่า excess air ค่าหนึ่งเสมอ ซึ่งคือค่า optimum ที่โรงไฟฟ้าพยายามควบคุมให้อยู่ในช่วงนั้น

ในห้องควบคุมไม่มีการวัด excess air โดยตรง แต่จะวัดค่า O₂ ที่เหลืออยู่ใน flue gas แทน โดยใช้ zirconia probe (โพรบเซอร์โคเนีย — เซนเซอร์วัดออกซิเจนชนิดหนึ่งที่ใช้หลักการนำไอออนออกซิเจนผ่านเซรามิกเซอร์โคเนียที่อุณหภูมิสูง) ติดตั้งที่ economizer outlet (รายละเอียดเครื่องมือวัดเต็มรูปแบบอยู่ในบทที่ 38) แล้วแปลงค่า O₂ ที่วัดได้เป็น excess air ด้วยสูตรประมาณ เงื่อนไขพื้นฐานของการเผาไหม้สมบูรณ์สรุปเป็นหลัก "3T" ได้แก่ Temperature (อุณหภูมิสูงพอที่จะจุดและรักษาปฏิกิริยาไว้ได้), Time (เวลาที่เชื้อเพลิงอยู่ในเตานานพอให้เผาไหม้จบ) และ Turbulence (ความปั่นป่วนของการไหลที่ทำให้เชื้อเพลิงผสมกับอากาศได้ทั่วถึง)

$$A_{th} = \frac{2.67\,C + 8\,H + S - O}{0.232} \;\; \text{kg อากาศ/kg เชื้อเพลิง}$$

โดย \(2.67C\) คือมวล O₂ ที่ใช้เผาคาร์บอน (มาจากอัตราส่วนมวลโมล 32/12), \(8H\) คือมวล O₂ ที่ใช้เผาไฮโดรเจน (มาจาก 16/2), \(S\) คือมวล O₂ ที่ใช้เผากำมะถัน (อัตราส่วน 1:1 โดยมวลโมล), \(O\) คือ O₂ ที่มีอยู่แล้วในตัวเชื้อเพลิงเอง (ทุกตัวแปรเป็นสัดส่วนมวล kg/kg เชื้อเพลิง จากผลวิเคราะห์ ultimate analysis) และ \(0.232\) คือสัดส่วนมวลของ O₂ ในอากาศ

✏️ ตัวอย่าง 17.1 — Stoichiometric air ของ CH₄ และผลของ excess air 10%

โจทย์: หาอากาศทางทฤษฎีต่อ 1 kg และต่อ 1 Nm³ ของ CH₄ แล้วหาอากาศจริงเมื่อใช้ excess air 10%

วิธีทำ: CH₄ + 2O₂ → CO₂ + 2H₂O; ต่อ 1 kg CH₄ (1/16 kmol) ใช้ O₂ = 2/16 kmol = 4 kg → อากาศ = 4/0.232 = 17.2 kg/kg; ต่อปริมาตร: 1 Nm³ CH₄ ใช้ O₂ 2 Nm³ → อากาศ = 2/0.21 = 9.52 Nm³/Nm³; เติม 10%: 17.2 × 1.10 = 18.9 kg/kg และ 9.52 × 1.10 = 10.5 Nm³/Nm³

คำตอบ: อากาศทฤษฎี 17.2 kg/kg (9.52 Nm³/Nm³); ที่ excess air 10% → 18.9 kg/kg (10.5 Nm³/Nm³)

$$\%EA \approx \frac{O_2}{21 - O_2} \times 100$$

โดย \(\%EA\) คือ excess air เป็นเปอร์เซ็นต์ และ \(O_2\) คือค่าออกซิเจนที่วัดได้ใน flue gas แบบ dry basis เป็นเปอร์เซ็นต์ สูตรนี้เป็นสูตรประมาณที่ใช้ได้ดีเมื่อการเผาไหม้เกือบสมบูรณ์ (ไม่มี CO หลงเหลือมาก)

✏️ ตัวอย่าง 17.3 — Excess air จากค่า O₂ ที่วัดได้

โจทย์: zirconia analyzer ที่ economizer outlet อ่าน O₂ = 3.5% (dry) — excess air กี่ %? และถ้าอ่านได้ 6% แปลว่าอะไร

วิธีทำ: %EA = 3.5/(21 − 3.5) × 100 = 3.5/17.5 × 100 = 20%; ถ้า O₂ = 6% → EA = 6/15 × 100 = 40% — สูงเกินโซน optimum ของ PC (15–25%) มาก

คำตอบ: excess air = 20% (พอดีโซน optimum); ที่ O₂ 6% excess air = 40% → dry gas loss เกินจำเป็น ต้องหรี่อากาศหรือหารูรั่วอากาศเข้า boiler/duct

🔧 ในโรงไฟฟ้าจริง

ค่า O₂ ที่วัดได้ที่ economizer outlet มักสูงกว่าค่า O₂ ที่แท้จริงในเตาเสมอ เพราะมี air in-leakage (อากาศรั่วซึมเข้าตามรอยต่อ) ตามแนว duct และ expansion joint ระหว่างทาง โรงไฟฟ้าเก่าที่ซีลเสื่อมอาจรั่วได้หลายเปอร์เซ็นต์ ทำให้วิศวกรเข้าใจผิดว่า excess air เพียงพอแล้ว ทั้งที่ในเตาจริงยังขาดอากาศจน CO สูงอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงควรเฝ้าดูค่า CO ควบคู่กับ O₂ เสมอ ไม่ใช้ค่าใดค่าหนึ่งเพียงลำพัง

Excess Air และจุด Optimum ของความสูญเสียรวม โซน Optimum 15–25% Loss (%) 0 10 20 30 40 50 Excess Air (%) Unburned + CO Loss Dry Flue Gas Loss Total Loss
ทำไม excess air มีค่า optimum — ความสูญเสียจากเผาไม่หมด (เส้นเทา) ลดลงเรื่อย ๆ สวนทางกับ dry flue gas loss (เส้นส้ม) ที่โตขึ้น เมื่อรวมกัน (เส้นน้ำเงินหนา) เกิดจุดต่ำสุดในช่วง 15–25%

17.4 ระบบจัดการถ่านหินและ Pulverizer (Coal Handling & Mills)

ก่อนที่ถ่านหินจะไปถึง burner ต้องผ่านเส้นทางยาวหลายขั้นตอน เริ่มจากเหมืองหรือท่าเรือขนถ่ายเข้าสู่ stockyard (ลานกองสำรอง) ซึ่งสำรองเชื้อเพลิงไว้ล่วงหน้าราว 15–30 วัน จัดกองด้วยเครื่อง stacker/reclaimer ตามที่กล่าวถึงในหัวข้อ 17.1 จากนั้นถ่านหินถูกลำเลียงด้วย belt conveyor (สายพานลำเลียง) ที่ความเร็วราว 2–5 เมตรต่อวินาที ระหว่างทางมี magnetic separator (ตัวแยกแม่เหล็ก) ติดตั้งคร่อมสายพานเพื่อดักเศษเหล็กปนที่อาจติดมากับถ่านหินออกก่อน ป้องกันความเสียหายต่อ crusher (เครื่องย่อย) ที่ทำหน้าที่ย่อยก้อนถ่านหินให้เหลือขนาดเล็กกว่า 25–30 มิลลิเมตร ก่อนส่งเข้า coal bunker หรือ silo (ถังเก็บถ่านหินสำรองระยะสั้น) ที่สำรองได้อีกราว 8–24 ชั่วโมง จากถังนี้ gravimetric feeder (เครื่องป้อนแบบชั่งน้ำหนัก) จะจ่ายถ่านหินเข้าสู่ mill หรือ pulverizer (เครื่องบดถ่าน) ในอัตราที่ควบคุมได้แม่นยำตามโหลดที่ต้องการ

Pulverizer แบ่งได้เป็นสามตระกูลตามความเร็วรอบ ตระกูลแรกคือ low-speed ball-tube mill (มิลล์ถังหมุนความเร็วต่ำ) ซึ่งเป็นถังทรงกระบอกหมุนช้า ๆ ที่ 15–25 รอบต่อนาที บรรจุลูกเหล็กกลมไว้ภายในเพื่อบดถ่านหินด้วยแรงกระแทกและเสียดสี ทนต่อถ่านหินที่มีความแข็งสูง (abrasive) ได้ดี แต่กินไฟมากกว่าตระกูลอื่น ตระกูลที่สองคือ medium-speed vertical spindle mill (มิลล์แกนหมุนแนวตั้งความเร็วปานกลาง) ซึ่งมีหลายชื่อเรียกตามผู้ผลิต เช่น bowl mill, MPS mill หรือ roller mill เป็นตระกูลที่ใช้แพร่หลายที่สุดสำหรับถ่านหินบิทูมินัส และตระกูลที่สามคือ high-speed beater wheel mill (มิลล์ล้อตีความเร็วสูง) ซึ่งนิยมใช้กับลิกไนต์ความชื้นสูงเป็นพิเศษ เพราะออกแบบให้ดึง flue gas ร้อนจากเตากลับมาช่วยอบแห้งถ่านหินระหว่างที่กำลังบด ซึ่งจำเป็นมากสำหรับเชื้อเพลิงที่ชื้นอย่างลิกไนต์แม่เมาะ

ความละเอียดของผงถ่านหิน หรือ fineness ที่เป็นเป้าหมายสำหรับ PC (pulverized coal) โดยทั่วไปคือให้ผ่านตะแกรงขนาด 200 mesh (ช่องตะแกรง 75 ไมครอน) ได้ราว 70–75% และค้างอยู่บนตะแกรง 50 mesh (ช่องตะแกรง 300 ไมครอน) ไม่เกิน 1–2% หากบดหยาบเกินไป จะเผาไหม้ไม่ทันหมดในเวลาที่อยู่ในเตา เกิด unburned carbon สูง แต่หากบดละเอียดเกินไป มิลล์ก็จะกินไฟฟ้ามากเกินความจำเป็น primary air หรือ PA (อากาศปฐมภูมิ) ที่ป้อนเข้ามิลล์ทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกันคือช่วยอบแห้งถ่านหินภายในมิลล์และพาผงถ่านหินที่บดแล้วลอยตัวออกไปยัง burner โดยมีอัตราส่วนอากาศต่อถ่านหินในมิลล์อยู่ที่ราว 1.5–2.2 กิโลกรัมอากาศต่อกิโลกรัมถ่านหิน ความเร็วภายใน coal pipe (ท่อลำเลียงผงถ่านหิน) ต้องรักษาไว้ไม่ต่ำกว่า 15–16 เมตรต่อวินาที (ค่าทั่วไปอยู่ที่ 18–27 เมตรต่อวินาที) เพื่อป้องกันผงถ่านหินตกค้างสะสมอยู่ก้นท่อ

อุณหภูมิที่ทางออกมิลล์ (mill outlet temperature) เป็นค่าที่ต้องเฝ้าติดตามใกล้ชิด สำหรับบิทูมินัสอยู่ที่ราว 65–80°C ส่วนลิกไนต์จะสูงกว่าเล็กน้อยตามความชื้นที่มากกว่า อุณหภูมินี้ต้องไม่ต่ำเกินไปเพราะจะทำให้ถ่านหินยังชื้นอยู่และจุดติดไฟยากที่ burner แต่ก็ต้องไม่สูงเกินไปเพราะเสี่ยงต่อการเกิด mill fire (ไฟไหม้ในมิลล์) เหนือมิลล์มี classifier (ตัวคัดขนาด) ซึ่งอาจเป็นแบบอยู่กับที่ (static) หรือแบบหมุน (dynamic) ทำหน้าที่คัดผงถ่านหินที่ยังหยาบเกินไปให้วนกลับไปบดใหม่อีกรอบ ในขณะที่ pyrite (แร่ไพไรต์) หรือหินหนักที่ปนมากับถ่านหินซึ่งบดไม่ละเอียดจะถูกแยกทิ้งลง reject chute (ช่องทิ้งเศษหนัก) ที่ก้นมิลล์

เส้นทางถ่านหินจากเหมืองถึง Burner เหมือง / ท่าเรือ Stockyard Stacker/Reclaimer Belt Conveyor Magnetic Separator Crusher (<30 mm) Coal Bunker Gravimetric Feeder Pulverizer (Mill) Primary Air Coal Pipe (18–27 m/s) Burner
เส้นทางถ่านหินจากเหมือง/ท่าเรือ ผ่าน stockyard, สายพานลำเลียง (พร้อม magnetic separator ดักเหล็ก), crusher, coal bunker แล้วลงมิลล์บด ก่อนพาผงถ่านหินด้วย primary air ผ่าน coal pipe ไปยัง burner
หน้าตัด Vertical Spindle Bowl Mill Raw Coal Inlet Classifier ผงหยาบ วนกลับ Bowl (หมุน) Grinding Roller Primary Air Inlet (ร้อน) Pyrite Reject Motor/Gearbox Coal + PA ไป Burner
หน้าตัด vertical spindle bowl mill — ถ่านดิบเข้าทางบน ตกลงบน bowl ที่หมุน grinding roller กดบด ผงละเอียดถูก primary air ร้อนพัดขึ้นผ่าน classifier แยกผงหยาบวนกลับ ส่วน pyrite/หินหนักตกลง reject chute
ภายใน vertical spindle coal pulverizer ที่เปิดฝาซ่อมบำรุง เห็น grinding roller กดบนชามหมุน พร้อมป้ายกำกับส่วนประกอบ
  1. Classifier assembly — ชุดตัวคัดขนาดที่ติดตั้งเหนือชามหมุน คัดผงถ่านหินที่ยังหยาบเกินไปให้ตกกลับไปบดซ้ำ ก่อนปล่อยเฉพาะผงที่ละเอียดพอไหลออกไป burner
  2. Vertical spindle — แกนหมุนแนวตั้งกลางมิลล์ที่ส่งกำลังจาก motor/gearbox ด้านล่างขึ้นไปหมุนชามบด (bowl table)
  3. Access door (open) — ฝาช่องเข้าตรวจสอบ/บำรุงรักษาที่เปิดอยู่ในภาพนี้ ใช้เข้าไปตรวจสภาพลูกกลิ้งและเปลี่ยนชิ้นส่วนสึกหรอ
  4. Grinding roller and tire — ลูกกลิ้งบดพร้อมยางล้อ (tire) หุ้มผิว กดทับถ่านหินบนชามหมุนด้วยแรงสปริงหรือไฮดรอลิกให้แตกละเอียด เป็นชิ้นส่วนที่สึกหรอเร็วที่สุดในมิลล์
  5. Roller arm — แขนที่ยึดลูกกลิ้งบดไว้กับโครงมิลล์ ให้ลูกกลิ้งแกว่งตัวกดลงบนชามหมุนได้ตามปริมาณถ่านหินที่ป้อนเข้ามา
  6. Bowl table (grinding table) — ชามหมุนแนวนอนที่รับถ่านหินดิบตกลงมาแล้วหมุนพาผ่านใต้ลูกกลิ้งบดอย่างต่อเนื่อง
  7. Coal pulverizer housing — เปลือกโครงเหล็กภายนอกที่หุ้มกลไกบดทั้งหมดไว้ ป้องกันฝุ่นถ่านหินฟุ้งกระจายออกนอกระบบ
  8. Coal flow inlet area — บริเวณที่ถ่านหินดิบจาก gravimetric feeder ไหลเข้าสู่ตัวมิลล์ก่อนตกลงบนชามหมุน
ภายใน bowl mill ช่วงซ่อมบำรุง — grinding roller กดบดถ่านบนชามหมุน
🔧 ในโรงไฟฟ้าจริง

สัญญาณเตือนแรกของ mill fire คือ mill outlet temperature ที่ค่อย ๆ ไต่ขึ้นผิดปกติ ร่วมกับค่า CO ในมิลล์ที่สูงขึ้น เมื่อพบสัญญาณนี้ ขั้นตอนมาตรฐานคือหยุดป้อนถ่านหินเข้ามิลล์ทันที แล้วเดิน inert steam (ไอน้ำเฉื่อย) เข้าไปแทนที่ออกซิเจนภายใน ห้ามเปิดฝามิลล์เด็ดขาดจนกว่าอุณหภูมิจะเย็นตัวลงแล้ว เพราะการเปิดฝาขณะยังร้อนจะพาออกซิเจนจากภายนอกเข้าไปเร่งไฟให้ลุกโชนขึ้นทันที

17.5 ระบบก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเตา (Gas Train & Fuel Oil System)

สำหรับ boiler ที่เผาก๊าซธรรมชาติ เชื้อเพลิงต้องผ่าน gas train (ชุดท่อและอุปกรณ์ควบคุมก๊าซ) ตามลำดับมาตรฐานก่อนถึง burner เริ่มจาก manual isolation (วาล์วตัดแยกแบบมือหมุน) เพื่อแยกระบบออกจากแหล่งจ่ายได้เวลาซ่อมบำรุง ตามด้วย filter/knock-out drum (ถังกรอง/ดักของเหลว) ที่ดักฝุ่นและหยดของเหลวที่อาจปนมากับก๊าซ จากนั้นผ่าน gas heater (เครื่องอุ่นก๊าซ) เพื่อป้องกันการเกิด hydrate (ผลึกน้ำแข็งผสมก๊าซ) หรือการควบแน่นหลังจากความดันลดลงในขั้นตอนถัดไป แล้วจึงเข้าสู่ pressure regulating station (สถานีปรับลดความดัน) ตามด้วย flow metering (มาตรวัดอัตราไหล) ก่อนถึงจุดสำคัญที่สุดคือ safety shut-off valve หรือ SSOV (วาล์วตัดเชื้อเพลิงนิรภัย) ซึ่งติดตั้งเป็นคู่แบบอนุกรมตามหลัก double block & bleed แล้วจึงต่อด้วย flow control valve (วาล์วควบคุมอัตราไหล) และสิ้นสุดที่ burner header (ท่อรวมจ่ายก๊าซเข้า burner)

หลัก double block & bleed (บล็อกคู่พร้อมระบาย) คือการติดตั้ง SSOV สองตัวต่ออนุกรมกัน โดยมี vent valve (วาล์วระบาย) เปิดสู่บรรยากาศอยู่ตรงกลางระหว่างวาล์วทั้งสอง เมื่อหยุดเดินเครื่อง หากก๊าซรั่วผ่านวาล์วตัวแรก (SSOV A) ก๊าซนั้นจะถูกระบายทิ้งออกทาง vent แทนที่จะสะสมเข้าไปในเตา ป้องกันไม่ให้เกิดสภาวะเชื้อเพลิงสะสมที่จะระเบิดรุนแรงเมื่อจุดไฟใหม่ ก่อนจุดไฟทุกครั้งต้องผ่านการทดสอบรั่วของวาล์ว (valve leak test) และทำ furnace purge (การไล่อากาศเก่าในเตาออกด้วยอากาศบริสุทธิ์ปริมาณอย่างน้อย 5 เท่าของปริมาตรเตา) ตามมาตรฐาน NFPA 85 (National Fire Protection Association — สมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติสหรัฐฯ ซึ่งมาตรฐานฉบับนี้ว่าด้วยความปลอดภัยของระบบเผาไหม้ใน boiler) เสมอ

ความดันใช้งานของก๊าซแตกต่างกันมากตามชนิดอุปกรณ์ปลายทาง burner header ของ boiler ทั่วไปใช้ความดันเพียงราว 1–3 barg ในขณะที่กังหันก๊าซ (gas turbine) ต้องการความดันสูงกว่ามากถึงราว 25–40 barg (จะกล่าวถึงรายละเอียดในบทที่ 25) สำหรับ boiler ที่เผา fuel oil ระบบจะแตกต่างออกไป เริ่มจากถังเก็บที่มี heating coil (ขดท่ออุ่นภายในถัง) ฝังอยู่เพื่อรักษาอุณหภูมิเชื้อเพลิงให้ไหลได้ จากนั้นส่งผ่านปั๊มพร้อม suction/line heater (เครื่องอุ่นที่ท่อดูดและท่อจ่าย) เพื่ออุ่น HFO ให้ถึงราว 90–130°C จนความหนืดลดลงเหลือราว 15–20 cSt (เซนติสโตกส์) ที่หัว burner ซึ่งเป็นระดับที่พอดี atomize (พ่นเป็นฝอยละเอียด) ได้ วิธี atomize ที่นิยมที่สุดคือใช้ steam atomizing (พ่นด้วยไอน้ำแรงดันสูงผสมเข้าไปในหัวฉีด) หรือแบบ mechanical pressure (ใช้แรงดันน้ำมันเองผ่านหัวฉีด)

ก่อนที่เชื้อเพลิงหลักจะติดไฟได้ ต้องมีเชื้อเพลิงจุดนำก่อนเสมอ ไล่ตามลำดับพลังงานจุดติดจากน้อยไปมาก (ignition energy ladder): เริ่มจาก spark ignitor (หัวจุดประกายไฟ) ที่จุด oil/gas warm-up burner (หัวเผาน้ำมันหรือก๊าซขนาดเล็กที่จุดง่าย) ก่อน แล้วจึงใช้เปลวจาก warm-up burner นั้นไปจุดถ่านหินหลักต่อ สำหรับ PC boiler จำเป็นต้องมี oil support (การเผาน้ำมันช่วยพยุงเปลว) อยู่ตลอดเมื่อโหลดต่ำกว่าราว 30–40% BMCR (Boiler Maximum Continuous Rating — พิกัดผลิตไอสูงสุดต่อเนื่องของหม้อไอน้ำ) เพราะที่โหลดต่ำ เปลวถ่านหินเพียงลำพังยังไม่เสถียรพอ ส่วนโรงไฟฟ้าที่ออกแบบใหม่สามารถลดขีดจำกัดนี้ลงมาได้ถึงราว 20–25% BMCR ด้วยเทคโนโลยี burner ที่ดีขึ้น

Gas Train และหลัก Double Block & Bleed Manual Isolation Filter / Knock-out Gas Heater Pressure Regulator Flow Meter Vent (Bleed) SSOV A SSOV B Double Block & Bleed Flow Control Valve Burner Header
ลำดับอุปกรณ์ใน gas train: จาก manual isolation ผ่านการกรอง อุ่น ปรับความดัน วัดอัตราไหล แล้วผ่าน SSOV คู่แบบ double block & bleed (มี vent ระบายตรงกลาง) ก่อนถึง burner header
🔧 ในโรงไฟฟ้าจริง

ก่อนจุดไฟทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นการเริ่มเดินเครื่องปกติหรือหลังการซ่อมบำรุง วิศวกรควบคุมต้องทำ furnace purge อย่างน้อย 5 เท่าปริมาตรเตาโดยไม่มีข้อยกเว้นหรือลัดขั้นตอนใด ๆ เพราะอุบัติเหตุ furnace explosion ส่วนใหญ่ในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมนี้เกิดจากการมีเชื้อเพลิงสะสมอยู่ในเตาแล้วพยายามจุดไฟซ้ำเร็วเกินไปโดยไม่ไล่อากาศเก่าออกก่อน

17.6 Burner และเสถียรภาพเปลวไฟ (Burners & Flame Stability)

หน้าที่หลักของ burner (หัวเผา) คือผสมเชื้อเพลิงกับอากาศให้เกิดเปลวไฟที่มี "รากเปลว" (flame root) นิ่งอยู่กับที่ ไม่กระพือหรือหลุดลอยไปมา กลไกสำคัญที่ทำให้เกิดความนิ่งนี้คือ register หรือ swirl vane (ใบปั่นอากาศ) ที่ปั่นให้อากาศเข้าเป็นวงหมุน เกิดโซนที่เรียกว่า internal recirculation zone หรือ IRZ (โซนไหลวนย้อนกลับภายในเปลว) ซึ่งดูดก๊าซร้อนจากการเผาไหม้ที่เกิดขึ้นแล้วให้ไหลย้อนกลับมาสัมผัสกับส่วนผสมเชื้อเพลิง-อากาศใหม่ที่เพิ่งเข้ามา ทำหน้าที่เหมือนเปลวไฟจุดตัวเองต่อเนื่องตลอดเวลาโดยไม่ต้องมีแหล่งจุดภายนอกคอยจุดซ้ำ

เสถียรภาพของเปลวไฟคือความสมดุลระหว่างความเร็วของส่วนผสมเชื้อเพลิง-อากาศที่ไหลออกจากหัว burner กับ flame speed (ความเร็วการแผ่ของเปลวไฟเอง ซึ่งสำหรับก๊าซมีเทนแบบ laminar อยู่ที่ราว 0.38 เมตรต่อวินาที) หากความเร็วส่วนผสมสูงเกินไปเมื่อเทียบกับ flame speed เปลวไฟจะถูกพัดหลุดออกจากหัว burner เรียกว่า blow-off หรือ lift-off (เปลวหลุด/เปลวลอย) แต่หากความเร็วต่ำเกินไปในกรณีเชื้อเพลิงแบบ premix (ผสมเชื้อเพลิงกับอากาศไว้ล่วงหน้าก่อนถึงหัวเผา) เปลวไฟอาจย้อนวิ่งเข้าไปในท่อจ่าย เรียกว่า flashback (เปลวย้อนกลับ) ซึ่งเป็นอันตรายมาก

การจัดวาง burner บนผนังเตามีสองรูปแบบหลัก แบบแรกคือ wall firing (ยิงจากผนัง) ซึ่งติดตั้ง swirl burner หลายชั้นบนผนังหน้าหรือผนังหลังของเตา แต่ละหัวสร้างเปลวไฟของตัวเองแยกกันอย่างอิสระ แบบที่สองคือ tangential firing (ยิงตามแนวสัมผัส) ซึ่งติดตั้งหัวฉีดที่มุมทั้งสี่ของเตา ยิงเชื้อเพลิงและอากาศในแนวสัมผัสกับวงกลมสมมุติกลางเตา ทำให้เกิด fireball (ลูกไฟ) ขนาดใหญ่หมุนอยู่กลางเตาแทนที่จะเป็นเปลวแยกหลายหัว ข้อดีของ tangential firing คือสามารถปรับ burner tilt (มุมเอียงของหัวเผาทั้งชุด) ได้ถึง ±30 องศา เพื่อควบคุมอุณหภูมิไอน้ำที่ reheater ได้โดยตรง (ตามที่กล่าวถึงในบทที่ 16)

ความสามารถในการหรี่โหลดของ burner แต่ละชนิดเรียกว่า turndown ratio (อัตราส่วนหรี่โหลด) โดย burner ก๊าซทำได้กว้างที่สุดราว 10:1 น้ำมันทำได้ราว 4–8:1 ส่วน PC ต่อหนึ่งมิลล์ทำได้แคบเพียงราว 2.5–3:1 เท่านั้น เพราะการหรี่ถ่านหินให้น้อยเกินไปจะทำให้เปลวไม่เสถียร ด้วยข้อจำกัดนี้ เมื่อต้องการลดโหลด boiler ถ่านหินจึงมักใช้วิธีหยุดเดินมิลล์ทีละตัวแทนที่จะหรี่ทุกหัวพร้อมกัน อุปกรณ์สำคัญที่คอยพิสูจน์ว่าเปลวไฟแต่ละหัวยังติดอยู่จริงคือ flame scanner (หัวตรวจจับเปลวไฟ ใช้เซนเซอร์แบบ UV หรือ IR — Ultraviolet/Infrared คือรังสีเหนือม่วง/รังสีอินฟราเรด ตรวจจับการกะพริบเฉพาะตัวของเปลวไฟจริง) หากเปลวไฟหายไปแต่เชื้อเพลิงยังคงไหลเข้าอยู่ นี่คือเงื่อนไขที่ต้องสั่ง MFT หรือ Master Fuel Trip (การตัดเชื้อเพลิงหลักฉุกเฉิน) ทันที ซึ่งเป็นเงื่อนไขป้องกัน boiler ที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่ง (รายละเอียดระบบป้องกันเต็มรูปแบบอยู่ในบทที่ 39)

ค่าที่ operator (ผู้ควบคุมเครื่อง) ต้องเฝ้าดูตลอดเวลาระหว่างเดินเครื่องมีอยู่สามกลุ่ม ได้แก่ ผลต่างความดันระหว่าง windbox กับเตา (windbox-to-furnace ΔP) ซึ่งบอกความแรงของการปั่นอากาศต้นทาง สีและความสว่างของเปลวไฟที่อ่านได้จาก flame scanner intensity และค่า CO ที่ economizer outlet ซึ่งมักส่งสัญญาณเตือนการผสมที่แย่ลงได้เร็วกว่าค่า O₂ จะแสดงผลผิดปกติ

Burner front ของ boiler แบบ wall-fired เห็นหัว swirl burner เรียงเป็นแถวพร้อมป้ายกำกับส่วนประกอบ
  1. Burner register (swirl burner) — หัวเผาทรงกลมแต่ละหัวที่มีใบปั่น (register) อยู่ภายในเพื่อสร้างการหมุนวนของอากาศ ทำให้เกิด internal recirculation zone ตามที่อธิบายในเนื้อหาข้างต้น เห็นเรียงเป็นแถวสองชั้นในภาพ
  2. Coal pipe — ท่อลำเลียงผงถ่านหินผสม primary air จากมิลล์เข้าสู่กลางหัว burner แต่ละหัว เห็นเป็นท่อโค้งที่ต่อเข้าตรงกลางวงกลมของแต่ละ burner register
  3. Secondary air connections — ท่อลมที่ต่อ secondary air (อากาศทุติยภูมิ) เข้าสู่บริเวณรอบนอกของแต่ละหัว burner เพื่อเสริมอากาศส่วนที่เหลือให้เผาไหม้สมบูรณ์หลัง primary air ผสมกับผงถ่านหินแล้ว
  4. Upper secondary air windbox — กล่องลมส่วนบนที่รวบรวม secondary air ก่อนกระจายลงสู่ burner แต่ละหัวในแถวบน
  5. Lower secondary air windbox — กล่องลมส่วนล่างที่ทำหน้าที่เดียวกันกับแถวล่าง เห็นเป็นแนวนอนยาวด้านล่างของภาพ
  6. Waterwall (rear of furnace) — ผนังเตาด้านหลังที่ประกอบเป็นแผง burner front นี้ ทำหน้าที่รับความร้อนจากเปลวไฟไปพร้อมกับเป็นโครงยึด burner ทุกหัว
  7. Burner elevation — ระดับชั้นความสูงของแถว burner ในภาพนี้เห็นเป็นแถวเดียวที่ระดับเดียวกัน โรงไฟฟ้าจริงมักมีหลายระดับ (elevation) ซ้อนกันตามความสูงเตา
  8. Access platform — ชานพักเหล็กตะแกรงด้านหน้า burner ให้ผู้ปฏิบัติงานเดินตรวจสอบและบำรุงรักษาหัว burner ได้โดยไม่ต้องปีนป่าย
Burner front ของ boiler แบบ wall-fired — หัว swirl burner เรียงเป็นชั้นพร้อมท่อถ่านและ windbox
มุมมองผ่านช่องส่องของ boiler เห็น fireball หมุนกลางเตาของระบบ tangential firing พร้อมป้ายกำกับส่วนประกอบ
  1. Pulverized coal flame (fireball) — ลูกไฟสีส้มสว่างขนาดใหญ่กลางเตาที่เกิดจากเปลวไฟของหัวฉีดทั้งสี่มุมยิงในแนวสัมผัสมารวมกันเป็นวงหมุนเดียว ตามหลักการ tangential firing ที่อธิบายในเนื้อหา
  2. Inspection port — ช่องส่องกลมที่ผนังเตา ใช้มองสภาพเปลวไฟภายในจากภายนอกโดยไม่ต้องเปิดเตา เห็นเป็นกรอบวงแหวนพร้อมสลักยึดรอบภาพ
  3. Refractory furnace wall — ผนังทนไฟบริเวณใกล้ช่องส่องที่บุด้วยวัสดุทนความร้อนสูงเป็นพิเศษ ป้องกันความเสียหายจากรังสีความร้อนที่แผ่ออกจากลูกไฟโดยตรง
  4. Furnace waterwall tubes — แนวท่อ waterwall ที่มองเห็นเป็นเส้นขนานถี่ ๆ ด้านในของช่องส่อง รับความร้อนจากลูกไฟไปตามที่อธิบายในบทที่ 16
  5. Burner throat (oil/coal burner) — ปากทางออกของหัวเผาน้ำมันหรือถ่านหินที่มองเห็นเป็นวงแหวนมืดกว่าตรงขอบล่างซ้ายของลูกไฟ เป็นจุดที่เชื้อเพลิงถูกยิงเข้าสู่เตา
  6. Flue gas recirculation zone — บริเวณที่ก๊าซร้อนไหลวนย้อนกลับก่อนไหลลงสู่ทางออกเตา เห็นเป็นพื้นที่สีส้มเข้มกว่าบริเวณขอบล่างขวาของลูกไฟ
  7. Bottom ash furnace floor — พื้นเตาด้านล่างที่รองรับเถ้าหนัก (bottom ash) ที่ตกลงจากการเผาไหม้ เห็นเป็นพื้นผิวสีเข้มมีเนื้อขรุขระที่ก้นภาพ
Fireball หมุนกลางเตาของ tangential firing มองผ่านช่องส่อง — เปลวจาก 4 มุมรวมเป็นวงเดียว

17.7 มลพิษและการควบคุม (Emissions & Controls: NOx, SO₂, Particulate)

NOx (Nitrogen Oxides — ออกไซด์ของไนโตรเจน กลุ่มก๊าซมลพิษที่เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างไนโตรเจนกับออกซิเจนที่อุณหภูมิสูง) เกิดขึ้นได้สามทาง ทางแรกคือ thermal NOx (เกิดจากกลไก Zeldovich — ปฏิกิริยาระหว่าง N₂ กับ O₂ ในอากาศเองที่อุณหภูมิสูงกว่าราว 1,300°C และเพิ่มขึ้นแบบ exponential เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น) ทางที่สองคือ fuel NOx ซึ่งเกิดจากไนโตรเจนที่ปนอยู่ในตัวเชื้อเพลิงเอง โดยเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดถึงราว 75–80% ของ NOx ทั้งหมดในโรงไฟฟ้าถ่านหิน และทางที่สามคือ prompt NOx ซึ่งมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับสองทางแรก

การลด NOx ทำได้สองแนวทาง แนวทางแรกคือลดที่ต้นทาง (in-furnace) ได้แก่ low-NOx burner (หัวเผาลด NOx ต่ำ) ซึ่งแบ่งการป้อนอากาศเข้า burner เป็นขั้นตอน ให้รากเปลวขาดออกซิเจนบางส่วนในช่วงแรก ลด NOx ได้ราว 30–50%, overfire air หรือ OFA (อากาศเผาไหม้เหนือเตา — อากาศส่วนที่เว้นไว้ไม่ป้อนที่ burner แต่ป้อนเพิ่มที่ระดับสูงกว่าในเตาแทน เพื่อให้การเผาไหม้จบสมบูรณ์ในบรรยากาศที่มีออกซิเจนเพียงพอ) ช่วยลดเพิ่มได้อีกราว 20–30% และ flue gas recirculation (การหมุนเวียนก๊าซไอเสียกลับเข้าเตา) ซึ่งได้ผลดีกับ thermal NOx ของเชื้อเพลิงก๊าซหรือน้ำมันโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม วิธีลดที่ต้นทางเหล่านี้มีผลข้างเคียง คือบรรยากาศแบบ reducing (ขาดออกซิเจน) ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นของเปลวไฟอาจกัดกร่อนผนัง waterwall และทำให้ unburned carbon เพิ่มขึ้นด้วย

แนวทางที่สองคือลดที่ปลายทาง (post-combustion) ได้แก่ SNCR หรือ Selective Non-Catalytic Reduction (การลด NOx แบบไม่ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาแบบเลือกจำเพาะ) ซึ่งฉีดสารละลาย urea (ยูเรีย) หรือ ammonia (แอมโมเนีย) เข้าไปในเตาที่ช่วงอุณหภูมิ 900–1,100°C ลด NOx ได้ราว 30–50% และ SCR หรือ Selective Catalytic Reduction (การลด NOx แบบใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาแบบเลือกจำเพาะ) ซึ่งใช้ catalyst (ตัวเร่งปฏิกิริยา) ชนิด V₂O₅-TiO₂ ทำงานที่ช่วงอุณหภูมิต่ำกว่าคือราว 300–400°C วางอยู่ระหว่าง economizer กับ air preheater ลด NOx ได้สูงถึงราว 80–90% แต่ต้องควบคุมปริมาณ NH₃ slip (แอมโมเนียที่หลุดผ่านไม่ทำปฏิกิริยา) ให้ต่ำกว่า 2–3 ppm (parts per million — ส่วนในล้านส่วน) เพราะหากมากเกินไปจะเกิด ammonium bisulfate ไปอุดตัน air preheater ได้

สำหรับ SO₂ (Sulfur Dioxide — ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เกิดจากกำมะถันในเชื้อเพลิงทำปฏิกิริยากับออกซิเจน) มาตรฐานของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่คือใช้ wet limestone FGD หรือ Flue Gas Desulfurization (ระบบกำจัดซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในก๊าซไอเสียแบบเปียกด้วยหินปูน) ซึ่งฉีดสารละลายหินปูนเข้าไปสัมผัสกับ flue gas ภายใน absorber (หอดูดซับ) ได้ผลิตภัณฑ์เป็น CaSO₄·2H₂O หรือ gypsum (ยิปซัม) ที่สามารถขายต่อได้ ประสิทธิภาพการกำจัดสูงถึง 95–98% ขึ้นไป ทางเลือกอื่นได้แก่ seawater FGD (ใช้น้ำทะเลเป็นตัวดูดซับ เหมาะกับโรงไฟฟ้าริมทะเล) และ spray dryer แบบกึ่งแห้ง (เหมาะกับโรงไฟฟ้าขนาดเล็กกว่า)

สำหรับฝุ่นละออง (particulate) อุปกรณ์หลักคือ ESP หรือ Electrostatic Precipitator (เครื่องดักฝุ่นไฟฟ้าสถิต) ซึ่งอัดสนามไฟฟ้าแรงสูงราว 40–70 kV ให้ฝุ่นในก๊าซไอเสียมีประจุแล้ววิ่งไปเกาะบน collecting plate (แผ่นเก็บฝุ่น) เก็บฝุ่นได้ 99–99.9% แต่มีจุดอ่อนคือไวต่อค่า resistivity (ความต้านทานไฟฟ้า) ของเถ้า โดยเฉพาะถ่านหินที่มีกำมะถันต่ำจะมีเถ้า resistivity สูงกว่าปกติ ทำให้เกิด back corona (ปรากฏการณ์ที่ประจุถ่ายเทกลับผิดทิศทาง) จนประสิทธิภาพตกลง ต้องแก้ไขด้วยการทำ SO₃ conditioning (การเติม SO₃ เข้าไปปรับสภาพก๊าซให้ช่วยลด resistivity ของเถ้า) ทางเลือกอื่นคือ baghouse หรือ fabric filter (เครื่องกรองฝุ่นแบบถุงผ้า) ซึ่งเก็บฝุ่นได้สูงถึง 99.95% ขึ้นไปโดยไม่สนใจ resistivity ของเถ้าเลย แต่แลกมาด้วยผลต่างความดัน (ΔP) ที่สูงกว่าราว 1–2 kPa และต้องเปลี่ยนถุงกรองทุก 3–5 ปี

ลำดับอุปกรณ์ท้ายเตาที่พบทั่วไปในโรงไฟฟ้าถ่านหินสมัยใหม่ (แบบ high-dust SCR ซึ่ง SCR วางก่อน air preheater ในขณะที่ฝุ่นยังปนอยู่มาก) คือ furnace → economizer → SCR → air preheater → ESP → ID fan (พัดลมดูดอากาศ) → FGD → stack (ปล่อง) โดยมี CEMS หรือ Continuous Emission Monitoring System (ระบบตรวจวัดมลพิษต่อเนื่อง) ตรวจวัดค่า NOx, SO₂, ฝุ่น และ O₂ อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา (รายละเอียดเครื่องมือวัดเต็มรูปแบบอยู่ในบทที่ 38)

ลำดับอุปกรณ์ควบคุมมลพิษท้ายเตา (AQCS Path) Furnace Economizer SCR (300–400°C) NH₃ Air Preheater ~130–150°C ESP Fly Ash ID Fan FGD หินปูน + น้ำ Gypsum ~50–60°C Stack CEMS
ลำดับอุปกรณ์ควบคุมมลพิษท้ายเตาแบบ high-dust SCR — furnace → economizer → SCR → air preheater → ESP → ID fan → FGD → stack พร้อม CEMS ตรวจวัดต่อเนื่อง
ภาพตัดขวางแสดงภายใน wet limestone FGD absorber พร้อมป้ายกำกับส่วนประกอบและคำอธิบาย
  1. Flue Gas Inlet Duct — ท่อรับก๊าซไอเสียจาก ESP เข้าสู่หอดูดซับที่ด้านล่างค่อนไปทางข้าง เห็นเป็นท่อสี่เหลี่ยมยื่นออกด้านซ้ายของภาพ
  2. Spray Levels (Typical) — ชั้นสเปรย์สารละลายหินปูนหลายชั้นวางซ้อนกันตามความสูงของหอ ก๊าซไอเสียที่ไหลขึ้นจะสัมผัสกับละอองหินปูนหลายรอบเพื่อให้ดูดซับ SO₂ ได้ทั่วถึงตามที่อธิบายในเนื้อหา
  3. Mist Eliminators — แผงดักหยดของเหลวที่ติดตั้งอยู่ชั้นบนสุดก่อนก๊าซที่สะอาดแล้วออกจากหอ ป้องกันไม่ให้ละอองสารละลายหลุดปลิวออกไปกับก๊าซ
  4. Clean Gas Outlet — ช่องทางออกของก๊าซที่ผ่านการดูดซับ SO₂ แล้วที่ด้านบนสุดของหอ ก๊าซนี้จะถูกส่งต่อไปยัง stack
  5. Limestone Slurry Supply — ท่อจ่ายสารละลายหินปูนสดเข้าสู่ระบบ เห็นเป็นท่อสีเขียวทางซ้ายล่างของภาพ เพื่อชดเชยหินปูนที่ถูกใช้ไปในปฏิกิริยา
  6. Slurry Recirculation Pumps — ปั๊มที่หมุนเวียนสารละลายจากถังปฏิกิริยาก้นหอกลับขึ้นไปยังชั้นสเปรย์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีของเหลวพอเลี้ยงการสเปรย์ตลอดเวลา
  7. Access Door — ประตูเข้าตรวจสอบภายในหอที่ติดกับบันไดเหล็กด้านข้าง ใช้เข้าไปตรวจสภาพชั้นสเปรย์และ mist eliminator
  8. Slurry Reaction Tank — ถังปฏิกิริยารูปก้นหอที่อยู่ล่างสุด เป็นจุดที่ SO₂ ที่ถูกดูดซับแล้วทำปฏิกิริยากับสารละลายหินปูนกลายเป็น gypsum ตามสมการที่อธิบายในเนื้อหา
  9. Agitators — ใบกวนที่จุ่มอยู่ในถังปฏิกิริยา หมุนตลอดเวลาเพื่อกวนสารละลายหินปูนไม่ให้ตกตะกอนนอนก้นถัง
  10. Gypsum Slurry Discharge — ท่อระบายสารละลายยิปซัมที่เกิดขึ้นออกจากถังปฏิกิริยา เพื่อส่งไปยังขั้นตอนรีดน้ำ (dewatering) แล้วนำยิปซัมไปใช้ประโยชน์ต่อ
Cutaway ของ wet FGD absorber — ชั้นสเปรย์หินปูน, mist eliminator และถังปฏิกิริยาก้นหอ
🔧 ในโรงไฟฟ้าจริง

เหตุการณ์ SO₂ ที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะในปี 2535 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่การ retrofit (ติดตั้งเพิ่มเติมภายหลัง) ระบบ wet FGD ให้ครบทุกหน่วยผลิตของโรงไฟฟ้า ปัจจุบันโรงไฟฟ้าแม่เมาะควบคุมการปล่อย SO₂ ได้ตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม และผลพลอยได้ gypsum จากระบบ FGD ยังถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตแผ่นยิปซัมและปูนซีเมนต์ต่อไป แสดงให้เห็นว่าการควบคุมมลพิษไม่จำเป็นต้องเป็นต้นทุนสูญเปล่าเสมอไป

ภายใน electrostatic precipitator ระหว่างหยุดเดินเครื่อง เห็น collecting plate เรียงขนานกับ discharge electrode พร้อมป้ายกำกับส่วนประกอบ
  1. Collecting plates — แผ่นเหล็กแนวตั้งขนาดใหญ่ที่วางขนานกันเป็นแถวยาว ทำหน้าที่รับฝุ่นที่มีประจุไฟฟ้าให้มาเกาะติดผิว เป็นหัวใจของระบบดักฝุ่นไฟฟ้าสถิต
  2. Discharge electrodes — เส้นลวดหรือแท่งโลหะที่แขวนอยู่กึ่งกลางระหว่างแผ่น collecting plate แต่ละคู่ ปล่อยประจุไฟฟ้าแรงสูงให้ฝุ่นในก๊าซไอเสียมีประจุก่อนวิ่งไปเกาะแผ่น
  3. Discharge electrode support frame — โครงที่แขวนและจัดแนว discharge electrode ให้อยู่กึ่งกลางระหว่างแผ่น collecting plate อย่างแม่นยำตลอดความสูงของหอ
  4. Rapping system — กลไกเคาะสั่นสะเทือนที่ติดอยู่กับโครงยึด ทำหน้าที่เคาะแผ่น collecting plate และ discharge electrode เป็นระยะเพื่อสลัดฝุ่นที่เกาะสะสมให้หล่นลง hopper ด้านล่าง
  5. Collecting plate support beam — คานเหล็กที่รองรับน้ำหนักแผ่น collecting plate ทั้งแถวจากด้านล่าง
  6. Gas flow (gas lane) — ช่องทางเดินของก๊าซไอเสียระหว่างแผ่น collecting plate แต่ละคู่ ก๊าซไหลผ่านช่องนี้ขณะที่ฝุ่นถูกดักไว้ที่แผ่นสองข้าง
  7. Inspection lighting — ไฟส่องสว่างติดตั้งชั่วคราวสำหรับการตรวจสอบภายในระหว่างหยุดเดินเครื่อง เพราะปกติภายใน ESP มืดสนิทขณะใช้งาน
  8. Hopper area — พื้นที่ก้นหอรูปกรวยที่รองรับฝุ่นซึ่งถูกเคาะหล่นลงมาจาก collecting plate ก่อนจะถูกลำเลียงออกจากระบบต่อไป
ภายใน ESP — collecting plate เรียงขนานกับ discharge electrode ดักฝุ่นด้วยสนามไฟฟ้าแรงสูง

สรุปท้ายบท

  • เชื้อเพลิงโรงไฟฟ้ามี 4 ตระกูลหลัก: ถ่านหิน (จำแนกตาม rank), ก๊าซธรรมชาติ, น้ำมันเตา และชีวมวล — ลิกไนต์แม่เมาะเป็นกรณีพิเศษที่ HHV ต่ำ ความชื้นและเถ้าสูง ต้องออกแบบโรงไฟฟ้าเฉพาะทาง
  • HHV รวมความร้อนแฝงไอน้ำ ส่วน LHV หักออกแล้ว — ต้องตรวจ basis เสมอก่อนเปรียบเทียบตัวเลขประสิทธิภาพ และแปลงค่าด้วยสูตร Dulong/สูตร LHV จาก HHV ได้
  • Stoichiometric air คำนวณจาก ultimate analysis; excess air ที่เหมาะสมมีจุด optimum ที่สมดุลระหว่างความสูญเสียจากเผาไม่หมดกับ dry flue gas loss — วัดทางอ้อมจาก O₂ ใน flue gas
  • ถ่านหินเดินทางจาก stockyard ผ่านสายพาน crusher bunker แล้วเข้า pulverizer สามตระกูล (ball-tube, vertical spindle, beater wheel) ก่อนถูก primary air พาไปยัง burner ผ่าน coal pipe
  • Gas train เรียงลำดับอุปกรณ์ป้องกันตามหลัก double block & bleed; fuel oil ต้องอุ่นลดความหนืดก่อน atomize; ทุกการจุดไฟต้องผ่าน furnace purge ก่อนเสมอ
  • Burner ต้องรักษาเสถียรภาพเปลวผ่าน IRZ, จัดวางแบบ wall firing หรือ tangential firing, และมี flame scanner คอยพิสูจน์เปลวเพื่อป้องกัน MFT
  • มลพิษหลักคือ NOx (ควบคุมด้วย low-NOx burner, OFA, SNCR, SCR), SO₂ (ควบคุมด้วย FGD) และฝุ่น (ควบคุมด้วย ESP หรือ baghouse) — เรียงลำดับอุปกรณ์ท้ายเตาตาม AQCS path พร้อม CEMS ตรวจวัดต่อเนื่อง

ศัพท์เทคนิคในบทนี้

Englishไทย / ความหมาย
HHV / LHVค่าความร้อนขั้นสูง (รวมความร้อนแฝงไอน้ำ) / ค่าความร้อนสุทธิ (หักออกแล้ว)
Proximate / Ultimate analysisการวิเคราะห์เชื้อเพลิงขั้นต้น (moisture/VM/FC/ash) / ขั้นสมบูรณ์ (ธาตุองค์ประกอบ)
Stoichiometric airอากาศทางทฤษฎีที่ใช้เผาไหม้พอดีโดยไม่มี O₂ เหลือ
Excess airอากาศส่วนเกินที่เติมเพื่อชดเชยการผสมไม่สมบูรณ์
Pulverizer / Millเครื่องบดถ่านหินให้เป็นผงละเอียดก่อนเข้า burner
Primary air (PA)อากาศปฐมภูมิที่อบแห้งและพาผงถ่านหินออกจากมิลล์
Classifierตัวคัดขนาดผงถ่านหิน แยกผงหยาบวนกลับไปบดใหม่
Double block & bleedวาล์วนิรภัยคู่พร้อม vent ระบายตรงกลาง ป้องกันก๊าซสะสมในเตา
Atomizingการพ่นน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นฝอยละเอียดก่อนเผาไหม้
Internal recirculation zone (IRZ)โซนไหลวนย้อนกลับภายในเปลวไฟที่ช่วยจุดส่วนผสมใหม่ต่อเนื่อง
Turndown ratioอัตราส่วนสูงสุดต่อต่ำสุดของโหลดที่ burner หรี่ลงได้
Flame scanner / MFTหัวตรวจจับเปลวไฟ / การตัดเชื้อเพลิงหลักฉุกเฉินเมื่อเปลวหาย
Thermal / Fuel NOxNOx จากปฏิกิริยา N₂-O₂ ที่อุณหภูมิสูง / NOx จากไนโตรเจนในเชื้อเพลิงเอง
Low-NOx burner / OFAหัวเผาแบ่งอากาศเป็นขั้นลด NOx / อากาศเผาไหม้เหนือเตา
SNCR / SCRการลด NOx แบบไม่ใช้/ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาแบบเลือกจำเพาะ
FGDระบบกำจัดซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในก๊าซไอเสีย
ESP / Baghouseเครื่องดักฝุ่นไฟฟ้าสถิต / เครื่องกรองฝุ่นแบบถุงผ้า
CEMSระบบตรวจวัดมลพิษต่อเนื่อง

แบบทดสอบท้ายบท

ทำไม lignite แม่เมาะต้องเผาในโรงที่ออกแบบเฉพาะ ต่างจากถ่านนำเข้า?
HHV ต่ำ (~10–12 MJ/kg) ความชื้น ~30–35% และเถ้ามาก — ต้องการเตาใหญ่กว่า, mill แบบอบแห้งได้ (beater wheel), และระบบจัดการเถ้า/FGD ขนาดใหญ่
HHV กับ LHV ต่างกันตรงไหน และทำไมก๊าซธรรมชาติต่างกัน ~10%?
LHV หักความร้อนแฝงของไอน้ำใน flue gas; CH₄ มี H สูง เผาแล้วได้น้ำมาก (2.25 kg/kg) ความร้อนแฝงจึงเป็นสัดส่วนใหญ่
คำนวณ: ถ่าน C=60%, H=4%, O=12%, S=1% — หา stoichiometric air
A_th = (2.67×0.60 + 8×0.04 + 0.01 − 0.12)/0.232 = (1.602+0.32+0.01−0.12)/0.232 = 1.812/0.232 ≈ 7.8 kg/kg
เผา PC ด้วย O₂ ใน flue gas 4% — excess air ประมาณเท่าไร?
4/(21−4) × 100 ≈ 23.5% — ยังอยู่ในช่วง optimum 15–25%
ทำไม coal pipe ต้องรักษาความเร็ว ≥15–16 m/s?
ต่ำกว่านั้นผงถ่านตกสะสมก้นท่อ เสี่ยงอุดตันและไฟไหม้ในท่อ (pipe fire)
Double block & bleed ป้องกันอะไร?
ก๊าซรั่วผ่าน SSOV ตัวแรกขณะหยุดเครื่องถูกระบายออก vent ไม่สะสมในเตา — ป้องกัน furnace explosion ตอนจุดไฟ
Low-NOx burner ลด NOx ด้วยหลักการใด และมีผลข้างเคียงอะไร?
แบ่งอากาศเป็นขั้นให้รากเปลวขาด O₂ (ลด fuel NOx ~30–50%); ข้างเคียง: บรรยากาศ reducing กัด waterwall และ unburned carbon เพิ่ม
ทำไม ESP ประสิทธิภาพตกเมื่อเปลี่ยนไปใช้ถ่าน sulfur ต่ำ?
เถ้า resistivity สูงขึ้น ประจุถ่ายออกยาก เกิด back corona — แก้ด้วย SO₃ flue gas conditioning หรือเปลี่ยนเป็น baghouse
📚 ห้องสมุด