ห้องสมุดหน้าหลัก › ภาค 2 วัฏจักรกำลัง › บทที่ 14

บทที่ 14 — วัฏจักร Brayton

Brayton Cycle

⚡ ทำไมบทนี้สำคัญต่อการเข้าใจโรงไฟฟ้า

บทที่ 13 พาไปรู้จักวัฏจักร Rankine ซึ่งเป็นหัวใจของโรงไฟฟ้าพลังไอน้ำ บทนี้จะพาไปรู้จักวัฏจักรต้นแบบอีกตัวหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือวัฏจักร Brayton ซึ่งเป็นแบบจำลองทางเทอร์โมไดนามิกส์เบื้องหลัง gas turbine (กังหันก๊าซ) ทุกเครื่องในโลก ตั้งแต่เครื่องยนต์เจ็ตของเครื่องบินไปจนถึง heavy-duty gas turbine ขนาดหลายร้อยเมกะวัตต์ในโรงไฟฟ้า ผู้เรียนจะได้เห็นว่าวัฏจักรที่ใช้ "อากาศ" เป็นสารทำงานแทน "น้ำ/ไอน้ำ" มีพฤติกรรมต่างจาก Rankine cycle อย่างไร โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง back work ratio ที่สูงลิ่วเพราะต้องอัดแก๊สแทนที่จะอัดของเหลว และประเด็นเรื่องไอเสียร้อนจัดที่ทิ้งออกไปมหาศาล ซึ่งทั้งสองประเด็นนี้เองคือกุญแจสำคัญที่จะไขไปสู่บทที่ 15 เรื่องโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (combined cycle) อันเป็นเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในปัจจุบัน เนื้อหาในบทนี้ยังเป็นพื้นฐานที่จำเป็นก่อนไปเรียนตัวเครื่อง gas turbine โดยละเอียดในบทที่ 25 และ HRSG (Heat Recovery Steam Generator — หม้อไอน้ำที่ใช้ความร้อนทิ้งจากไอเสีย) ในบทที่ 26 ต่อไป

🎯 เป้าหมายการเรียนรู้
  • อธิบาย 4 กระบวนการของ Brayton cycle และเชื่อมโยงกับส่วนประกอบจริงของ gas turbine
  • คำนวณ ideal Brayton efficiency จาก pressure ratio และอธิบาย trade-off ระหว่าง efficiency กับ specific work
  • วิเคราะห์ actual cycle ด้วย compressor/turbine isentropic efficiency
  • อธิบาย back work ratio และเหตุผลที่ compressor กินงานมากถึง 50–60%
  • อธิบายหลักการ intercooling, reheat, recuperation และเงื่อนไขที่แต่ละวิธีคุ้ม
  • เชื่อมโยงไอเสียร้อน 550–650°C ไปสู่แนวคิด combined cycle (บทที่ 15)

14.1 Gas Turbine และ 4 กระบวนการของ Brayton (GT & the Four Processes)

วัฏจักร Brayton คือแบบจำลองทางเทอร์โมไดนามิกส์ต้นแบบของ GT (Gas Turbine — กังหันก๊าซ) ทุกเครื่อง ประกอบด้วย 4 กระบวนการต่อเนื่องกัน โดยแต่ละกระบวนการเกิดขึ้นในอุปกรณ์คนละชิ้นเช่นเดียวกับ Rankine cycle: กระบวนการ 1→2 คือ compressor (คอมเพรสเซอร์) อัดอากาศให้มีความดันสูงขึ้นแบบ isentropic ในอุดมคติ (adiabatic และ reversible ไม่มี entropy เพิ่ม); กระบวนการ 2→3 คือ combustor (ห้องเผาไหม้) ฉีดเชื้อเพลิงเข้าเผาไหม้กับอากาศที่ความดันคงที่ (constant pressure) จนอุณหภูมิพุ่งสูงมาก; กระบวนการ 3→4 คือ turbine (กังหัน) ขยายตัวก๊าซร้อนความดันสูงปลดปล่อยพลังงานออกมาเป็นงานเชิงกล; และกระบวนการ 4→1 คือการทิ้งความร้อนสู่บรรยากาศ ซึ่งในโรงไฟฟ้าจริงไม่มีอุปกรณ์ทำหน้าที่นี้แยกต่างหาก เพราะไอเสียที่ออกจาก turbine เพียงแค่ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ (หรือส่งต่อเข้า HRSG ในกรณี combined cycle) แล้วอากาศบรรยากาศใหม่ก็จะถูกดูดเข้า compressor แทนที่ในรอบถัดไป

ข้อแตกต่างสำคัญจาก Rankine cycle ที่เป็นวัฏจักรวงปิด (closed cycle) คือโรงไฟฟ้า gas turbine เกือบทั้งหมดใช้ open cycle (วัฏจักรวงเปิด) — อากาศใหม่จากบรรยากาศถูกดูดเข้าตลอดเวลา ไม่มีการหมุนเวียนสารทำงานกลับมาใช้ซ้ำเหมือนน้ำ/ไอน้ำใน Rankine cycle แต่ในการวิเคราะห์ทางทฤษฎี วิศวกรยังคงใช้ air-standard assumption (สมมติฐานมาตรฐานอากาศ) ซึ่งสมมติว่าสารทำงานคืออากาศบริสุทธิ์ที่ประพฤติตัวเป็น ideal gas (ก๊าซอุดมคติ) ตลอดวัฏจักร เสมือนเป็นวัฏจักรวงปิด ทำให้สามารถวิเคราะห์ open cycle จริงด้วยสมการเดียวกับวัฏจักรปิดในทางทฤษฎีได้ — เป็นเทคนิคเดียวกับที่ใช้วิเคราะห์เครื่องยนต์สันดาปภายในทั่วไป

ทั้งสามอุปกรณ์หลัก — compressor, combustor, turbine — ถูกจัดเรียงบนเพลาเดียวกันในเครื่อง single-shaft gas turbine ทั่วไป โดย turbine ทำหน้าที่ผลิตงานสองส่วนพร้อมกัน คือขับ compressor ให้หมุนอัดอากาศต่อไปเรื่อย ๆ และขับ generator (เครื่องกำเนิดไฟฟ้า) ที่ต่ออยู่ปลายเพลาอีกด้านเพื่อผลิตไฟฟ้าออกสู่ระบบ เฉพาะงานส่วนที่เหลือหลังหักงานขับ compressor แล้วเท่านั้นที่กลายเป็น w_net (งานสุทธิ) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่จะกล่าวถึงละเอียดในหัวข้อ 14.4

ตัวเลข typical ของ heavy-duty GT (กังหันก๊าซขนาดใหญ่แบบใช้งานหนักในโรงไฟฟ้า ต่างจาก aeroderivative GT ที่ดัดแปลงมาจากเครื่องยนต์เจ็ตเครื่องบิน) อยู่ที่ pressure ratio (อัตราส่วนความดัน) ประมาณ 15–25 เท่า, TIT (Turbine Inlet Temperature — อุณหภูมิก๊าซเข้ากังหัน) ของรุ่น F-class อยู่ที่ราว 1,400°C ส่วนรุ่น H-class และ J-class ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่กว่าดันขึ้นไปถึง 1,500–1,600°C และไอเสียที่ทิ้งออกจาก turbine ยังคงร้อนถึง 550–650°C ตัวเลข TIT ที่สูงขนาดนี้เป็นไปได้ก็เพราะเทคโนโลยี blade cooling (การระบายความร้อนใบพัด) ที่ซับซ้อน ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปในหัวข้อนี้

ประสิทธิภาพของ simple cycle (วัฏจักรเดี่ยว ไม่ผสมกับวัฏจักรไอน้ำ) ของ GT สมัยใหม่อยู่ที่ประมาณ 35–43% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่า combined cycle มาก เพราะพลังงานเชื้อเพลิงส่วนใหญ่ถูกทิ้งไปกับไอเสียร้อนมหาศาลตามที่กล่าวข้างต้น แต่ข้อดีเชิงปฏิบัติการของ GT ที่ Rankine cycle ทำไม่ได้คือความเร็วในการ start (เดินเครื่อง) ซึ่งใช้เวลาเพียง 10–30 นาทีจนถึง full load เทียบกับโรงไอน้ำที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงถึงเป็นวัน รวมถึง power density (กำลังผลิตต่อขนาดเครื่อง) ที่สูงกว่ามาก ทำให้ GT เหมาะสำหรับบทบาท peaking (จ่ายไฟช่วงโหลดสูงสุด) เป็นพิเศษ — รายละเอียดตัวเครื่อง gas turbine เชิงลึกจะกล่าวถึงในบทที่ 25

Schematic วงจรเปิดของ Brayton Cycle — Compressor–Combustor–Turbine บนเพลาเดียว Compressor 1 อากาศเข้า 2 Combustor เชื้อเพลิง 3 Turbine 4 ไอเสีย w_net G Generator
วงจรเปิดของ Brayton cycle: compressor–combustor–turbine เรียงบนเพลาเดียว turbine ผลิตงานทั้งขับ compressor และขับ generator ผ่าน w_net
T-s และ P-v ของ Brayton Cycle พร้อมจุดจริง 2a, 4a T s P = const 1 2s 2a 3 4s 4a q_in q_out P v 1 2 3 4 P = const
ซ้าย T-s: 1→2s compressor isentropic, 2→3 combustor isobaric, 3→4s turbine isentropic, 4→1 ทิ้งความร้อนตาม isobar ล่าง — 2a/4a (จุดสีส้ม) คือสภาวะจริงที่ entropy เพิ่มจาก irreversibility; ขวา P-v: 1→2 อัดขึ้นซ้าย, 2→3 รับความร้อนที่ P คงที่, 3→4 ขยายตัวลงขวา
heavy-duty gas turbine เปิดฝา casing บน เห็น compressor หลายชั้นและส่วน combustor พร้อมป้ายกำกับชิ้นส่วนหลัก
  1. Inlet guide vanes — ใบพัดนำอากาศเข้าชุดแรกสุดก่อนถึง compressor stage แรก ทำหน้าที่ปรับมุมกระแสอากาศให้เข้าใบพัดหมุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ปรับมวลอากาศไหลตอนโหลดต่ำหรือช่วง start-up
  2. Axial compressor stages — ชุดใบพัด compressor แบบไหลตามแนวแกน (axial) เรียงต่อกันหลายสิบชั้น แต่ละชั้นอัดความดันเพิ่มขึ้นทีละน้อย รวมกันจนได้ pressure ratio 15–25 เท่าตามที่กล่าวในเนื้อหา
  3. Transition piece — ท่อเปลี่ยนรูปหน้าตัดที่นำก๊าซร้อนจาก combustor can แต่ละอันไปรวมเข้าสู่วง annulus ก่อนเข้า turbine stage แรก ต้องทนอุณหภูมิสูงมากและมักเคลือบ thermal barrier coating
  4. Combustion system — ส่วนห้องเผาไหม้ที่ฉีดเชื้อเพลิงผสมกับอากาศจาก compressor แล้วจุดระเบิดต่อเนื่อง เป็นจุดกำเนิดอุณหภูมิ TIT ที่ป้อนเข้า turbine
  5. Turbine stages — ชุดใบพัด turbine หลายชั้นที่ขยายตัวก๊าซร้อนความดันสูงออกมาเป็นงานเชิงกล ใบพัดชั้นแรกสัมผัสอุณหภูมิสูงสุดจึงต้องมีระบบระบายความร้อนภายในตามที่จะกล่าวถึงต่อไป
  6. Exhaust casing — ผนังหุ้มด้านปลายทางออกของ turbine ที่รวบรวมก๊าซไอเสียก่อนส่งต่อเข้าปล่อง exhaust diffuser duct (ดูรูปหัวข้อ 14.6)
  7. Fuel injector — หัวฉีดเชื้อเพลิงเข้าสู่ combustion system ควบคุมอัตราการจ่ายเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับโหลดที่ต้องการ
  8. Turbine support and bearing — ฐานรองรับและตลับลูกปืนรองรับเพลา turbine ให้หมุนได้อย่างมั่นคงตลอดความเร็วรอบใช้งาน
  9. Main casing (upper half removed) — ฝาครอบหลักของทั้งเครื่อง ในรูปนี้ถูกยกออกครึ่งบนเพื่อการบำรุงรักษา ทำให้มองเห็นภายในตั้งแต่ compressor จนถึง turbine ได้ในภาพเดียว
heavy-duty gas turbine เปิดฝา casing บน — เห็น compressor หลายชั้นและส่วน combustor ตลอดแนวเพลาเดียวกัน

ภายในห้องเผาไหม้ของ GT ขนาดใหญ่มักใช้การออกแบบแบบ can-annular (แคน-แอนนูลาร์) ซึ่งประกอบด้วย combustor can หลายใบเรียงเป็นวงรอบเพลา แต่ละใบมี fuel nozzle และ ignition plug ของตัวเอง ก่อนที่เปลวไฟร้อนจากทุกใบจะไหลรวมผ่าน transition piece เข้าสู่วง annulus เดียวกันก่อนถึง turbine stage แรก

ภาพตัดระบบ combustor แบบ can-annular ของ gas turbine พร้อม fuel nozzle และ transition piece มีป้ายกำกับชิ้นส่วน
  1. Outer Casing — ผนังหุ้มด้านนอกสุดของระบบ combustor รับแรงดันจากอากาศ compressor discharge ที่ห่อหุ้มรอบ combustor can ทั้งหมด
  2. Diffuser — ท่อขยายหน้าตัดที่ชะลอความเร็วอากาศจาก compressor discharge ก่อนเข้าสู่โซนเผาไหม้ เพื่อลดการสูญเสียความดันและช่วยให้เปลวไฟเสถียร
  3. Compressor Discharge — ทางเข้าอากาศความดันสูงจาก compressor stage สุดท้าย ซึ่งคืออากาศที่สถานะ 2 ตามแผนภาพ T-s/P-v ด้านบน
  4. Combustor Basket (One of Many) — กระบอกเผาไหม้แต่ละใบในวง can-annular ภายในเกิดปฏิกิริยาเผาไหม้เชื้อเพลิงกับอากาศอย่างต่อเนื่อง ในเครื่องหนึ่งเครื่องมีหลายใบเรียงรอบเพลา
  5. Fuel Nozzle (One of Many) — หัวฉีดเชื้อเพลิงประจำ combustor basket แต่ละใบ ควบคุมอัตราส่วนเชื้อเพลิงต่ออากาศให้เผาไหม้สมบูรณ์และคุมอุณหภูมิเปลวไฟไม่ให้สูงเกินขีดจำกัดวัสดุ
  6. Ignition Plug (One of Many) — หัวจุดระเบิดที่ใช้เฉพาะตอน start-up เพื่อจุดไฟครั้งแรก เมื่อเปลวไฟติดต่อเนื่องแล้วจะหยุดทำงาน เพราะการเผาไหม้ต่อเนื่องอาศัยความร้อนที่มีอยู่แล้วเป็นตัวจุดไฟเอง
  7. Combustor Liner — ผนังชั้นในของ combustor basket ที่สัมผัสเปลวไฟโดยตรง มีรูเล็ก ๆ ระบายอากาศเย็นมาห่อหุ้มผนังป้องกันความร้อนทำลายวัสดุ
  8. Cooling Holes — รูระบายอากาศเย็นจาก compressor discharge เข้าห่อหุ้มผนัง liner และ transition piece เป็นฟิล์มอากาศเย็นบาง ๆ ป้องกันโลหะสัมผัสเปลวไฟโดยตรง
  9. Combusor Front Plate — แผ่นหน้าที่ยึด fuel nozzle และ ignition plug ของแต่ละ basket เข้ากับโครงสร้างหลัก
  10. Transition Piece — ท่อเปลี่ยนรูปหน้าตัดจากทรงกระบอกของแต่ละ basket ไปเป็นวง annulus ต่อเนื่องก่อนเข้า turbine ตามที่กล่าวถึงในรูปก่อนหน้า
  11. Turbine Inlet Guide Vanes — ใบพัดนำก๊าซร้อนชุดแรกที่ปรับมุมการไหลก่อนกระทบใบพัด turbine stage แรก เพื่อให้ดึงงานออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
  12. Turbine Rotor Shaft — เพลาหมุนที่รับงานจาก turbine stage ต่าง ๆ ส่งต่อไปขับ compressor และ generator ตามที่อธิบายในหัวข้อนี้
ภาพตัดระบบ combustor แบบ can-annular พร้อม fuel nozzle และ transition piece — จุดที่อุณหภูมิพุ่งจาก T2 (หลัง compressor) ไปเป็น T3 (TIT)

คำถามที่ตามมาคือทำไม TIT จึงพุ่งขึ้นไปถึง 1,500–1,600°C ได้ในเครื่องรุ่นใหม่ ทั้งที่จุดหลอมเหลวของโลหะผสมพิเศษที่ใช้ทำใบพัด turbine (superalloy) อยู่ที่ประมาณ 1,300–1,400°C เท่านั้น คำตอบอยู่ที่เทคโนโลยี blade cooling (การระบายความร้อนใบพัด) ภายในใบพัด turbine stage แรกมีช่องทาง serpentine (คดเคี้ยวไปมา) ให้อากาศเย็นที่ดึงมาจาก compressor discharge (โดยไม่ผ่าน combustor) ไหลผ่านภายในเนื้อใบพัด แล้วระบายออกทางรูเล็ก ๆ บนผิวใบพัดเป็นฟิล์มอากาศเย็นห่อหุ้มผิวนอกไว้อีกชั้น (film cooling) เทคนิคผสมนี้ทำให้ผิวโลหะจริงเย็นกว่าอุณหภูมิก๊าซที่ไหลผ่านรอบตัวมันหลายร้อยองศา และเป็นสิ่งที่ทำให้ TIT ระดับ 1,500°C ขึ้นไปเป็นไปได้ในทางวิศวกรรม

ภาพตัดใบพัด turbine ชั้นแรกแสดงช่องระบายความร้อนภายในแบบ serpentine และรูระบายความร้อนบนผิวใบพัด พร้อมป้ายกำกับ
  1. Leading edge film cooling holes — รูระบายอากาศเย็นที่ขอบด้านหน้าของใบพัด ซึ่งเป็นจุดที่กระทบก๊าซร้อนโดยตรงก่อนใครและมีความเสี่ยงความร้อนสูงสุดจุดหนึ่ง
  2. Pressure side (outer surface) — ผิวด้านความดันสูงของใบพัด (ด้านโค้งนูน) ที่รับแรงดันจากก๊าซไหลผ่าน เป็นด้านที่สร้างแรงยกส่วนใหญ่ให้ใบพัดหมุน
  3. Serpentine cooling passages — ช่องทางอากาศเย็นภายในเนื้อใบพัดที่คดเคี้ยวไปมาหลายรอบ ทำให้อากาศเย็นสัมผัสผนังภายในได้นานและระบายความร้อนได้มากก่อนถูกปล่อยออก
  4. Internal cooling ribs (turbulators) — สันยื่นเล็ก ๆ ภายในช่องทางที่ทำให้อากาศเย็นไหลปั่นป่วน (turbulent) เพิ่มการถ่ายเทความร้อนระหว่างอากาศกับผนังใบพัดให้ดีขึ้นกว่าการไหลเรียบ
  5. Blade root — ฐานล่างของใบพัดที่เชื่อมต่อกับดิสก์ของ turbine ผ่านโครงสร้างหางเหยี่ยว (dovetail)
  6. Dovetail fir-tree attachment — จุดยึดรูปหางเหยี่ยว/ต้นสนที่ล็อกใบพัดเข้ากับร่องบนดิสก์ turbine กระจายแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางมหาศาลจากการหมุนความเร็วสูงได้อย่างมั่นคง
  7. Tip cap cooling holes (film cooling) — รูระบายอากาศเย็นที่ปลายใบพัด ซึ่งเป็นอีกจุดเสี่ยงความร้อนสูงเพราะอยู่ใกล้ผนัง casing ที่มีช่องว่างรั่วไหลของก๊าซร้อน
  8. Film cooling holes on suction side — รูระบายอากาศเย็นด้านผิวความดันต่ำ (ด้านเว้า) สร้างฟิล์มอากาศเย็นห่อหุ้มผิวนอกป้องกันความร้อนจากก๊าซไหลผ่าน
  9. Suction side (outer surface) — ผิวด้านความดันต่ำของใบพัด ก๊าซไหลผ่านด้วยความเร็วสูงกว่าฝั่ง pressure side
  10. Trailing edge cooling slots — ช่องระบายอากาศเย็นที่ขอบท้ายใบพัด ซึ่งเป็นจุดบางที่สุดของหน้าตัดใบพัดและระบายความร้อนได้ยากกว่าจุดอื่น
  11. Coolant exit region (plenum) — ช่องรวมอากาศเย็นภายในโคนใบพัดก่อนกระจายไปตามช่องทาง serpentine ต่าง ๆ
  12. Platform (fir-tree) support area — พื้นผิวรองรับที่คั่นระหว่างตัวใบพัดกับฐานยึด ช่วยปิดผนึกไม่ให้ก๊าซร้อนรั่วไหลเข้าไปในช่องดิสก์
ใบพัด turbine ชั้นแรกพร้อมช่องระบายความร้อนภายใน — หัวใจที่ทำให้ TIT แตะ 1,500°C ได้โดยผิวโลหะยังอยู่ต่ำกว่าจุดหลอมเหลว

14.2 Ideal Brayton และผลของ Pressure Ratio (Ideal Cycle & Pressure Ratio)

การวิเคราะห์ ideal Brayton cycle ใช้ cold-air-standard assumption (สมมติฐานอากาศเย็นมาตรฐาน) คือสมมติว่าอากาศเป็น ideal gas ตลอดวัฏจักร มีค่า c_p (ความจุความร้อนจำเพาะที่ความดันคงที่) คงที่เท่ากับ 1.005 kJ/kg·K และมีค่า k (อัตราส่วนความจุความร้อน, c_p/c_v) เท่ากับ 1.4 ตลอดทั้งวัฏจักร แม้ในความเป็นจริงค่า c_p ของก๊าซจะเพิ่มขึ้นตามอุณหภูมิและเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการเผาไหม้ผสมเข้าไป แต่สมมติฐานนี้ยังคงให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงพอสำหรับความเข้าใจเชิงหลักการ และเป็นจุดตั้งต้นที่ใช้กันทั่วไปในการสอน

ผลลัพธ์ที่โดดเด่นที่สุดของการวิเคราะห์นี้คือ ideal efficiency ของ Brayton cycle ขึ้นกับตัวแปรเดียวเท่านั้นคือ pressure ratio (r_p) — ไม่ขึ้นกับ TIT เลยแม้แต่น้อย ซึ่งต่างจากความรู้สึกโดยสัญชาตญาณที่คนมักคิดว่ายิ่งเผาไหม้ร้อนยิ่งมีประสิทธิภาพสูง ตัวเลขจริงแสดงให้เห็นแนวโน้มชัดเจน: ที่ r_p = 8 ได้ η = 44.8%, ที่ r_p = 12 ได้ η = 50.8%, ที่ r_p = 16 ได้ η = 54.7% และที่ r_p = 20 ได้ η = 57.5% — ยิ่งอัดความดันสูงยิ่งมีประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อย ๆ แม้อัตราการเพิ่มจะค่อย ๆ ลดลง (diminishing returns) เมื่อ r_p สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม specific work (งานสุทธิต่อหน่วยมวลอากาศ, w_net) ไม่ได้ขึ้นกับ r_p อย่างเดียวเหมือน η แต่ขึ้นกับทั้ง r_p และอัตราส่วน T₃/T₁ (TIT ต่ออุณหภูมิอากาศเข้า) ด้วย และมีลักษณะเป็นจุด optimum (จุดสูงสุด) ไม่ใช่เพิ่มขึ้นตลอด เหตุผลเชิงกายภาพคือ: ถ้า r_p ต่ำเกินไป งานอัดและงานขยายตัวทั้งคู่มีขนาดเล็ก เพราะอัดอากาศน้อยและขยายตัวก๊าซน้อยตามไปด้วย แต่ถ้า r_p สูงเกินไป แม้ turbine จะขยายตัวได้งานมากขึ้น ทว่าอากาศที่ออกจาก compressor ก็ร้อนจัดขึ้นตามไปด้วย (T₂ สูง) จนเหลือช่องว่างให้เติมเชื้อเพลิงเพิ่มอุณหภูมิได้น้อยลงก่อนถึง T₃ ที่กำหนดตายตัว ทำให้พลังงานที่เติมเข้าไปน้อยลงและงานสุทธิลดลงตามไปด้วยเช่นกัน

จุด r_p ที่ให้ specific work สูงสุด (PR_opt) สามารถคำนวณได้จากสมการที่สอง โดยที่ T₁ = 300 K และ T₃ = 1,400 K ซึ่งเป็นค่าทั่วไปของ heavy-duty GT จะได้ PR_opt ≈ 14.8 ซึ่งตรงกับช่วง pressure ratio จริงของ heavy-duty GT ส่วนใหญ่ (15–18) ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการออกแบบที่เน้นทั้ง specific work สูงและยังคงเหลือไอเสียร้อนเพียงพอสำหรับป้อน HRSG ในกรณี combined cycle — ถ้าออกแบบเน้น simple cycle efficiency อย่างเดียวโดยไม่สนใจไอเสีย ก็จะเลือก r_p สูงกว่านี้มาก ซึ่งเป็นแนวทางที่ aeroderivative GT (กังหันก๊าซดัดแปลงจากเครื่องยนต์เจ็ตเครื่องบิน) นิยมใช้ โดยเลือก r_p สูงถึง 30–40 หรือมากกว่า ตามแบบเครื่องยนต์เครื่องบินต้นแบบที่เน้นประหยัดเชื้อเพลิงเป็นหลัก

$$\eta_{th,ideal} = 1 - \frac{1}{r_p^{(k-1)/k}}, \qquad \frac{T_2}{T_1} = r_p^{(k-1)/k}$$

โดย \(r_p\) = pressure ratio = P₂/P₁ (ไม่มีหน่วย), \(k\) = ratio of specific heats ของอากาศ = 1.4, \(T_1/T_2\) = อุณหภูมิสัมบูรณ์เข้า/ออก compressor (K)

$$r_{p,opt(work)} = \left(\frac{T_3}{T_1}\right)^{\frac{k}{2(k-1)}}$$

โดย \(T_3\) = turbine inlet temperature (K), \(T_1\) = อุณหภูมิอากาศเข้า (K)

η ideal และ w_net เทียบกับ Pressure Ratio (T₁ = 300 K, T₃ = 1,400 K) η (%) Pressure ratio r_p w_net (kJ/kg) 5 10 15 20 25 30 η ideal w_net r_p ≈ 15 งานสูงสุด
เส้น η ideal (น้ำเงิน) ไต่ขึ้นชันช่วงแรกแล้วแบนลงเรื่อย ๆ ไม่มีจุดสูงสุด — เส้น w_net (ส้ม) เป็นโดมที่จุดสูงสุดใกล้ r_p ≈ 15 แล้วลดลง แสดง trade-off ที่ heavy-duty GT ต้องเลือก r_p ที่สมดุลทั้งสองเป้าหมาย
✏️ ตัวอย่าง 14.1 — Ideal efficiency จาก pressure ratio

โจทย์: GT สองเครื่อง PR = 12 และ PR = 16 จงหา ideal Brayton efficiency ของแต่ละเครื่อง (k = 1.4)

วิธีทำ: η = 1 − 1/r_p^0.2857; เครื่องแรก: 12^0.2857 = 2.034 → η = 1 − 0.4917 = 0.508; เครื่องสอง: 16^0.2857 = 2.208 → η = 1 − 0.4529 = 0.547

คำตอบ: PR 12 → η = 50.8%, PR 16 → η = 54.7% (ของจริงต่ำกว่านี้มากเพราะ η_c, η_t และ loss ต่าง ๆ ตามที่จะกล่าวถึงในหัวข้อ 14.3)

14.3 วัฏจักรจริง — ประสิทธิภาพ Compressor/Turbine (Actual Cycle)

วัฏจักรในหัวข้อ 14.2 เป็นอุดมคติที่สมมติ compressor และ turbine เป็น isentropic สมบูรณ์แบบ แต่เครื่องจริงมี irreversibility เสมอ ค่าทั่วไปของ isentropic efficiency ของ compressor (η_c) อยู่ที่ประมาณ 84–89% ส่วนของ turbine (η_t) อยู่ที่ประมาณ 88–92% นอกจากนี้ยังมี combustor pressure drop (ความดันตกคร่อมห้องเผาไหม้) อีกราว 3–5% รวมถึง inlet duct loss (การสูญเสียความดันที่ท่อดูดอากาศเข้า) และ exhaust duct loss (การสูญเสียความดันที่ท่อไอเสีย) ซึ่งล้วนกัดกร่อนประสิทธิภาพของวัฏจักรจริงให้ต่ำกว่าค่า ideal เสมอ

จุดที่น่าสนใจคือ irreversibility ใน compressor ส่งผล "ขยาย" มากกว่าที่คิด เพราะงานที่ compressor ใช้เพิ่มขึ้นจาก η_c ที่ต่ำลงนั้น ต้องถูกหักออกจากงานก้อนใหญ่ที่ turbine ผลิตได้เพื่อให้เหลือเป็น w_net สุดท้าย ดังนั้น η_th ของวัฏจักรจริงจึงไวต่อค่า η_c มากเป็นพิเศษ ยิ่งเมื่อพิจารณาร่วมกับหัวข้อ 14.4 เรื่อง back work ratio ที่สูงอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของ η_c จึงส่งผลต่อ w_net และ η_th ของทั้งเครื่องอย่างเห็นได้ชัด มากกว่าการเปลี่ยนแปลงระดับเดียวกันของ η_t เสียอีก

อีกปัจจัยที่มีผลแรงมากต่อสมรรถนะ GT คืออุณหภูมิอากาศ ambient (อุณหภูมิบรรยากาศแวดล้อมที่ดูดเข้า compressor) เพราะอากาศร้อนมีความหนาแน่นต่ำกว่าอากาศเย็น เมื่ออุณหภูมิ ambient สูงขึ้นทุก 10°C มวลอากาศที่ compressor ดูดเข้าได้ในปริมาตรเท่าเดิมจะลดลง ขณะเดียวกันงานอัดต่อหน่วยมวลก็เพิ่มขึ้นด้วย (เพราะ T₁ สูงขึ้นทำให้ T₂ สูงขึ้นตามสัดส่วน) ทั้งสองผลรวมกันทำให้กำลังผลิตของ GT ตกลงประมาณ 5–7% ต่อทุก ๆ 10°C ที่อุณหภูมิ ambient สูงขึ้น ปรากฏการณ์นี้สำคัญมากในประเทศไทยที่อากาศร้อนเกือบตลอดปี และเป็นที่มาของเทคโนโลยี inlet air cooling (การลดอุณหภูมิอากาศก่อนเข้า compressor) เช่น evaporative cooler (เครื่องทำเย็นแบบระเหยน้ำ), fogging (การพ่นละอองน้ำ) หรือ chiller (เครื่องทำความเย็นแบบวงจรอัดไอ) ที่ใช้กันแพร่หลายในโรง GT เขตร้อน

$$w_{c,actual} = \frac{c_p(T_{2s}-T_1)}{\eta_c}, \qquad w_{t,actual} = \eta_t \, c_p(T_3-T_{4s})$$

โดย \(\eta_c\) = isentropic efficiency ของ compressor, \(\eta_t\) = ของ turbine (ไม่มีหน่วย), \(c_p\) = ความจุความร้อนจำเพาะ (kJ/kg·K), \(T_{2s}/T_{4s}\) = อุณหภูมิกรณี isentropic (K)

T-s และ P-v ของ Brayton Cycle พร้อมจุดจริง 2a, 4a (ใช้คำนวณ η จริง) T s P = const 1 2s 2a 3 4s 4a q_in q_out P v 1 2 3 4 P = const
แผนภาพเดียวกับหัวข้อ 14.1 นำมาใช้อ่านสถานะ 2a/4a จริงประกอบตัวอย่าง 14.2 — irreversibility ดัน 2a ขึ้นเหนือ 2s และ 4a ขึ้นเหนือ 4s (s เพิ่มทั้งคู่)
✏️ ตัวอย่าง 14.2 — Actual cycle เต็มรูป

โจทย์: GT: T₁ = 300 K, PR = 12, T₃ = 1400 K, η_c = 85%, η_t = 88%, c_p = 1.005 kJ/kg·K, k = 1.4 จงหา w_net, BWR (Back Work Ratio — อัตราส่วนงานย้อนกลับ ดูหัวข้อ 14.4), η_th และอุณหภูมิไอเสีย

วิธีทำ: (1) T₂ₛ = 300×12^0.2857 = 610.2 K → w_c = 1.005×(610.2−300)/0.85 = 366.7 kJ/kg → T₂ = 300+366.7/1.005 = 664.9 K (2) T₄ₛ = 1400/2.034 = 688.3 K → w_t = 0.88×1.005×(1400−688.3) = 629.4 kJ/kg (3) w_net = 629.4−366.7 = 262.7 kJ/kg (4) BWR = 366.7/629.4 = 0.583 (5) q_in = 1.005×(1400−664.9) = 738.8 kJ/kg → η = 262.7/738.8 = 0.356 (6) T₄ = 1400−629.4/1.005 = 773.7 K

คำตอบ: w_net = 262.7 kJ/kg, BWR = 58.3%, η_th = 35.6%, ไอเสีย T₄ ≈ 774 K ≈ 501°C — ร้อนพอป้อน HRSG ได้สบาย (สังเกตว่า η_th จริง 35.6% ต่ำกว่า ideal η ที่ PR เดียวกันจากตัวอย่าง 14.1 คือ 50.8% อยู่มาก แสดงผลกระทบสะสมของ η_c, η_t ตามที่กล่าวถึงข้างต้น)

🔧 ในโรงไฟฟ้าจริง

ในประเทศไทย GT ผลิตกำลังได้เต็มพิกัดในช่วงกลางคืนหรือฤดูหนาวที่อากาศเย็น และมักตกลงชัดเจนในช่วงบ่ายฤดูร้อนที่อุณหภูมิ ambient สูง การวางแผนจ่ายโหลด (load dispatch planning) จึงต้องเผื่อ derate (การลดกำลังผลิตที่คาดไว้) ตามอุณหภูมิเสมอ โดยอ้างอิงจาก correction curve (กราฟแก้ไขค่าตามสภาวะแวดล้อม) ที่ผู้ผลิตเครื่องจัดทำมาให้เฉพาะรุ่นเครื่องนั้น ๆ

14.4 Back Work Ratio — ทำไม Compressor กินงานเยอะ (Back Work Ratio)

BWR (Back Work Ratio — อัตราส่วนงานย้อนกลับ) คืออัตราส่วนของงานที่ compressor ใช้ต่องานที่ turbine ผลิตได้ทั้งหมด สำหรับ gas turbine ค่านี้อยู่สูงถึง 40–60% ในขณะที่ Rankine cycle ตามที่กล่าวถึงในบทที่ 13 มี back work ratio เพียงประมาณ 0.5–1% เท่านั้น ความแตกต่างมหาศาลนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีเหตุผลเชิงเทอร์โมไดนามิกส์ที่ชัดเจนรองรับ

เหตุผลอยู่ที่ทั้งกระบวนการอัด (compression) และกระบวนการขยายตัว (expansion) ใน Brayton cycle ล้วนกระทำกับ "ก๊าซ" ทั้งคู่ งานของอุปกรณ์ไหลคงตัวแปรผันตรงกับ ∫v dP (ปริพันธ์ของปริมาตรจำเพาะคูณผลต่างความดัน) และก๊าซมี specific volume (ปริมาตรจำเพาะ) สูงกว่าของเหลวมาก ดังนั้นทั้งงานอัดและงานขยายตัวจึงมีขนาดใหญ่ทั้งคู่ ต่างจาก Rankine cycle ที่กระบวนการอัด (โดย pump) กระทำกับ "ของเหลว" ซึ่งมี v ต่ำมาก ทำให้งานปั๊มเล็กจิ๋วเมื่อเทียบกับงาน turbine — นี่คือข้อได้เปรียบตามธรรมชาติของวัฏจักรที่ใช้ของเหลวเป็นสารทำงานฝั่งอัด ซึ่ง Brayton cycle ไม่มีข้อได้เปรียบนี้เลย

ผลที่ตามมาในทางปฏิบัติคือ GT ขนาด 250 MW ที่จ่ายไฟจริงที่ generator นั้น turbine ภายในเครื่องต้องผลิตงานรวมสูงถึงราว 500–600 MW แต่ในจำนวนนี้ compressor ดึงกลับไปใช้เองถึงประมาณ 300 MW เหลือเป็น w_net ออกมาที่ generator เพียงราวครึ่งเดียว ตัวเลขนี้อธิบายได้ว่าทำไม GT จึงมีขนาดตัวเครื่องใหญ่โตเมื่อเทียบกับกำลังไฟฟ้าสุทธิที่ผลิตได้จริง

BWR ที่สูงยังทำให้ GT ไวต่อสิ่งใดก็ตามที่ทำให้งาน turbine ตกลงเป็นพิเศษ เพราะเมื่องาน turbine ลดลงเพียงเล็กน้อย งานสุทธิ w_net = w_turbine − w_compressor จะลดลงในสัดส่วนที่มากกว่ามาก (เนื่องจากงาน compressor ยังคงสูงอยู่เท่าเดิม) สาเหตุที่พบบ่อยคือ compressor fouling (การเกาะสะสมของฝุ่นและคราบบนใบพัด compressor) และอุณหภูมิ ambient ที่สูงขึ้นตามที่กล่าวถึงในหัวข้อ 14.3 นี่คือเหตุผลที่การล้างทำความสะอาด compressor ทั้งแบบ online (ขณะเดินเครื่อง) และ offline/crank wash (ขณะหยุดเครื่องแล้วหมุนด้วยมอเตอร์ช่วย) จึงกลายเป็นงาน routine (งานประจำ) ที่สำคัญของโรง GT นอกจากนี้ถ้าทั้ง η_c และ η_t ตกลงพร้อมกันจนถึงระดับต่ำมาก เช่นราว 70% ทั้งคู่ งานสุทธิของเครื่องอาจเหลือใกล้ศูนย์ได้เลย เพราะงาน compressor ที่กินไปเกือบเท่ากับงาน turbine ที่ผลิตได้พอดี

$$BWR = \frac{w_{compressor}}{w_{turbine}}, \qquad w_{net} = w_{turbine} - w_{compressor}$$

โดย \(BWR\) = back work ratio (ไม่มีหน่วย), \(w_{turbine}\) = งานที่ turbine ผลิต (kJ/kg), \(w_{compressor}\) = งานที่ compressor ใช้ (kJ/kg)

rotor ของ axial compressor ของ gas turbine ขนาดใหญ่วางบนขาตั้งในโรงงาน พร้อมป้ายกำกับชิ้นส่วน
  1. Front coupling — หน้าแปลนต่อเพลาด้านหน้าของ compressor rotor ที่ใช้เชื่อมต่อกับส่วนอื่นของเพลา turbine-generator ให้หมุนไปพร้อมกัน
  2. Stage 1 blades (titanium) — ใบพัด compressor ชั้นแรกสุดที่รับอากาศ ambient เข้ามาโดยตรง ทำจากไทเทเนียมเพราะเบาและแข็งแรง เหมาะกับชั้นแรกที่ยังไม่ร้อนมาก
  3. Compressor blade rows (stages decrease in height) — แถวใบพัด compressor หลายสิบชั้นเรียงต่อกัน สังเกตว่าใบพัดแต่ละชั้นสั้นลงเรื่อย ๆ ไปทางขวา เพราะอากาศถูกอัดให้ปริมาตรจำเพาะเล็กลงเรื่อย ๆ ตามที่อธิบายในเนื้อหาข้างต้น
  4. Rear journal — ส่วนเพลาด้านหลังที่วางอยู่บน bearing (ตลับลูกปืนรองรับเพลา) รองรับน้ำหนักและแรงจากการหมุน
  5. Compressor rotor shaft (forged steel) — แกนเพลาหลักของ rotor ทำจากเหล็กกล้าตีขึ้นรูป (forged steel) ต้องทนแรงบิดและแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางมหาศาลจากการหมุนความเร็วสูงตลอดอายุการใช้งาน
  6. Front support stand — ขาตั้งรองรับด้านหน้าที่ใช้วาง rotor ระหว่างการตรวจสอบหรือซ่อมบำรุงในโรงงาน ไม่ใช่ชิ้นส่วนของเครื่องจริงขณะเดินเครื่อง
  7. Rear support stand — ขาตั้งรองรับด้านหลังคู่กับขาตั้งด้านหน้า ทำหน้าที่เดียวกันสำหรับปลายเพลาอีกด้าน
rotor ของ axial compressor — ตัวกินงานถึง 50–60% ของงานที่ turbine ผลิตได้ สังเกตใบพัดที่สั้นลงเรื่อย ๆ ตามความดันที่เพิ่มขึ้นแต่ละชั้น
🔧 ในโรงไฟฟ้าจริง

หน้าจอ operator ของ GT จะมีค่า CDP (Compressor Discharge Pressure — ความดันทางออก compressor) และ CDT (Compressor Discharge Temperature — อุณหภูมิทางออก compressor) แสดงตลอดเวลา ค่าคู่นี้ถือเป็นชีพจรของสุขภาพ compressor — ถ้า CDP ตกลงทั้งที่โหลดเท่าเดิม ควรสงสัยว่าเกิด compressor fouling หรือ IGV (Inlet Guide Vane — ใบพัดนำอากาศเข้า) อยู่ผิดตำแหน่ง ซึ่งทั้งสองกรณีล้วนทำให้ w_net ลดลงตามหลักการ back work ratio ที่อธิบายไว้ข้างต้น

14.5 Intercooling, Reheat, Recuperation

เมื่อเข้าใจแล้วว่า back work ratio ของ GT สูงมากเพราะ compressor กินงานหนัก แนวคิดถัดมาคือมีวิธีใดบ้างที่ช่วยลดภาระนี้หรือเพิ่ม w_net ได้ คำตอบมีสามแนวทางหลักที่ใช้กันจริงในอุตสาหกรรม โดยแต่ละแนวทางแทรกเข้าไปแก้ปัญหาคนละจุดของวัฏจักร

แนวทางแรกคือ intercooling (การอัดสองช่วงคั่นด้วยเครื่องทำเย็น) แทนที่จะอัดอากาศจากความดันต่ำสุดไปสูงสุดในขั้นตอนเดียว ให้แบ่งการอัดเป็นสองช่วง คั่นกลางด้วย intercooler (เครื่องทำเย็นอากาศระหว่างช่วงอัด) ที่ลดอุณหภูมิอากาศลงก่อนอัดต่อในช่วงที่สอง เพราะการอัดอากาศเย็นใช้งานน้อยกว่าการอัดอากาศร้อนที่ความดันเริ่มต้น-สิ้นสุดเท่ากัน (ปริมาตรจำเพาะของอากาศเย็นเล็กกว่า) ผลลัพธ์คืองานอัดรวมลดลง ทำให้ w_net เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มี recuperator ร่วมด้วย ประสิทธิภาพ η อาจลดลงได้ เพราะอากาศที่ออกจาก compressor เย็นกว่าเดิม (จาก intercooling) ทำให้ต้องเติมเชื้อเพลิงมากขึ้นเพื่อไปถึง TIT เท่าเดิม

แนวทางที่สองคือ reheat ฝั่ง turbine (ต่างจาก reheat ของ Rankine cycle ในบทที่ 13 ที่อุ่นไอน้ำซ้ำที่ boiler แต่หลักการคล้ายกันคือขยายตัวสองช่วง) โดยแบ่งการขยายตัวออกเป็นสองขั้น คั่นกลางด้วย combustor ตัวที่สองที่เผาไหม้เพิ่มอุณหภูมิก๊าซก่อนเข้า turbine ขั้นถัดไป วิธีนี้เรียกอีกชื่อว่า sequential combustion (การเผาไหม้ต่อเนื่องเป็นลำดับ) ซึ่งใช้จริงใน GT บางรุ่น เช่นตระกูล GT24/GT26 ของ Ansaldo/Alstom ผลลัพธ์คือ w_net เพิ่มขึ้นและไอเสียยังร้อนขึ้นอีกด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากเมื่อนำไปต่อกับ combined cycle เพราะ HRSG (ที่จะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไปและบทที่ 15) ผลิตไอน้ำได้มากขึ้นตามไปด้วย

แนวทางที่สามคือ recuperation ซึ่งใช้ recuperator (เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบทดแทน) ดึงความร้อนจากไอเสียที่ยังร้อนอยู่หลัง turbine มาอุ่นอากาศที่ออกจาก compressor ก่อนเข้า combustor ทำให้ต้องเติมเชื้อเพลิงน้อยลงเพื่อไปถึง TIT เท่าเดิม ประหยัดเชื้อเพลิงและเพิ่ม η ได้จริง แต่วิธีนี้ได้ผลเฉพาะเมื่อ T₄ (อุณหภูมิไอเสียออก turbine) สูงกว่า T₂ (อุณหภูมิอากาศออก compressor) เท่านั้น ซึ่งมักเกิดขึ้นที่ pressure ratio ต่ำ ๆ เพราะ T₂ ยังไม่สูงมาก แต่ที่ pressure ratio สูงอย่างที่ heavy-duty GT ใช้กันในปัจจุบัน T₂ กลับร้อนกว่าไอเสียเสียอีก การใช้ recuperator ในกรณีนั้นจะกลายเป็นผลเสียต่อวัฏจักรแทน (ความร้อนไหลย้อนทางไม่ได้ตามหลักเทอร์โมไดนามิกส์ข้อที่สอง) ในทางปฏิบัติ recuperator effectiveness (ประสิทธิผลของเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน) ของจริงอยู่ที่ประมาณ 70–85% และมักใช้เฉพาะในเครื่องขนาดเล็กอย่าง microturbine (กังหันก๊าซขนาดจิ๋ว) เป็นหลัก ส่วนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่มักเลือกไปทาง combined cycle แทน เพราะให้ผลตอบแทนด้าน η ที่คุ้มค่ากว่ามาก

ในทางทฤษฎี หากนำทั้งสามแนวทางมาผสมกันแบบซับซ้อนหลายชั้น (intercool + reheat + recuperate) วัฏจักรจะเข้าใกล้ Ericsson cycle (วัฏจักรอุดมคติอีกแบบหนึ่ง) ซึ่งมี η เข้าใกล้ Carnot efficiency ได้ในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติเครื่องจะซับซ้อนและแพงเกินความคุ้มค่า จึงไม่ค่อยพบการผสมทั้งสามแนวทางพร้อมกันในโรงไฟฟ้าจริง ส่วนใหญ่จะเลือกใช้เพียงหนึ่งหรือสองแนวทางตามความเหมาะสมของแต่ละโครงการ

$$\varepsilon = \frac{T_5 - T_2}{T_4 - T_2}$$

โดย \(\varepsilon\) = recuperator effectiveness (ไม่มีหน่วย), \(T_2\) = อุณหภูมิอากาศออก compressor (K), \(T_4\) = อุณหภูมิไอเสียออก turbine (K), \(T_5\) = อุณหภูมิอากาศหลัง recuperator (K)

GT พร้อม Intercooling + Reheat (สอง Combustor) + Recuperation LP Compressor อากาศเข้า Intercooler HP Compressor Recuperator Combustor 1 เชื้อเพลิง HP Turbine Combustor 2 เชื้อเพลิง LP Turbine ไอเสียออก
GT ที่มีครบทั้งสามเทคนิค: intercooling ระหว่าง LP/HP compressor, recuperation ดึงไอเสียร้อนอุ่นอากาศก่อนเข้า combustor 1, และ reheat (sequential combustion) ระหว่าง HP/LP turbine ด้วย combustor 2

14.6 ไอเสียร้อน 550–650°C — สะพานสู่ Combined Cycle (Hot Exhaust → Combined Cycle)

เมื่อพิจารณาสมดุลพลังงานของ simple cycle GT ทั้งเครื่อง จะพบว่าพลังงานจากเชื้อเพลิงที่ป้อนเข้าไปมีเพียงประมาณ 35–40% เท่านั้นที่กลายเป็นไฟฟ้าออกมา ส่วนที่เหลืออีกราว 60% ถูกทิ้งไปพร้อมไอเสียร้อน 550–650°C ที่มีมวลไหลมหาศาล — GT ขนาด 250 MW ระบายไอเสียออกมาถึงประมาณ 600–650 kg/s ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่ายังมีพลังงานมูลค่ามหาศาลเหลืออยู่ในไอเสียที่รอการนำไปใช้ประโยชน์ต่อ

จุดที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่งคือไอเสียของ GT ยังมีออกซิเจน (O₂) เหลืออยู่ประมาณ 13–15% ซึ่งสูงกว่าไอเสียของหม้อไอน้ำทั่วไปมาก เหตุผลคือ GT เผาไหม้ด้วย excess air (อากาศส่วนเกินเกินความจำเป็นทางเคมี) ในสัดส่วนสูงมากถึง 200–300% เพื่อควบคุมอุณหภูมิเปลวไฟไม่ให้ร้อนเกินขีดจำกัดของใบพัด turbine (ตามที่กล่าวถึงในหัวข้อ 14.1 เรื่อง blade cooling) ออกซิเจนที่เหลือนี้เองเปิดโอกาสให้ทำ supplementary firing (การเผาไหม้เพิ่มเติม) ที่ทางเข้า HRSG ได้อีก เป็นการเพิ่มปริมาณไอน้ำที่ผลิตได้โดยไม่ต้องเพิ่มขนาด GT ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดในบทที่ 26

อุณหภูมิไอเสียระดับ 550–650°C นี้สูงพอที่จะผลิตไอน้ำคุณภาพเทียบเท่ากับที่ boiler ของโรงไฟฟ้าพลังไอน้ำทั่วไปผลิตได้ — HRSG สมัยใหม่สามารถผลิต HP steam (ไอน้ำความดันสูง) ที่ความดัน 10–17 MPa และอุณหภูมิ 540–600°C ได้จากความร้อนทิ้งนี้เพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องเผาไหม้เชื้อเพลิงเพิ่มเติมเลย นี่คือเหตุผลที่ GT (วัฏจักร Brayton, topping cycle) และวัฏจักรไอน้ำแบบ Rankine (bottoming cycle) ถูกนำมาต่อกันเป็น combined cycle ทำให้ η รวมของทั้งระบบพุ่งขึ้นไปถึง 58–64% ซึ่งสูงกว่า simple cycle GT หรือโรงไฟฟ้าไอน้ำเดี่ยวอย่างเห็นได้ชัด — รายละเอียดเต็มรูปแบบของ combined cycle จะกล่าวถึงทั้งบทในบทที่ 15 ถัดไป

แนวโน้มการออกแบบ GT รุ่น H-class และ J-class ในปัจจุบันจงใจออกแบบให้ไอเสียร้อนถึง 630–650°C ซึ่งสูงกว่าที่จำเป็นสำหรับ simple cycle เพียงอย่างเดียว เหตุผลคือผู้ผลิตออกแบบโดยคำนึงถึงประสิทธิภาพของทั้ง block รวม (GT + HRSG + steam turbine) เป็นหลัก ไม่ใช่เพียงเพื่อ optimize ตัว GT เดี่ยว ๆ เท่านั้น สะท้อนว่าในอุตสาหกรรมปัจจุบัน GT แทบทุกเครื่องขนาดใหญ่ถูกออกแบบมาโดยคาดหวังว่าจะถูกใช้งานในรูปแบบ combined cycle เป็นหลัก ไม่ใช่ simple cycle

ท่อไอเสียของ gas turbine เชื่อมต่อเข้าทางเข้า heat recovery steam generator ในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม พร้อมป้ายกำกับ
  1. Exhaust diffuser duct — ท่อขยายหน้าตัดที่รับไอเสียจาก turbine exhaust casing มาชะลอความเร็วก่อนส่งต่อ ลดการสูญเสียความดันตลอดเส้นทาง
  2. Expansion joint — ข้อต่อแบบยืดหยุ่นที่รองรับการขยายตัว-หดตัวของท่อโลหะจากความร้อนสูงถึง 600°C โดยไม่ทำให้ท่อแตกร้าวหรือดันโครงสร้างเสียหาย
  3. Insulated ducting — ท่อไอเสียหุ้มฉนวนหนาตลอดแนว ป้องกันการสูญเสียความร้อนก่อนถึง HRSG และป้องกันอันตรายจากผิวท่อร้อนต่อผู้ปฏิบัติงาน
  4. Heat recovery steam generator inlet — จุดทางเข้าของไอเสียสู่ HRSG ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ bottoming cycle (วัฏจักรไอน้ำ) ที่จะกล่าวถึงเต็มรูปแบบในบทที่ 15
  5. Access walkway and handrail — ทางเดินตรวจสอบพร้อมราวกันตกที่ติดตั้งใต้แนวท่อ ใช้สำหรับการตรวจสอบและบำรุงรักษาโครงสร้างรองรับท่อ
  6. Duct support structure — โครงเหล็กรองรับน้ำหนักท่อไอเสียขนาดใหญ่ตลอดแนว ต้องออกแบบให้รองรับทั้งน้ำหนักสถิตและแรงจากการขยายตัวเนื่องจากความร้อน
ท่อไอเสีย GT เข้าสู่ HRSG — พาหะของพลังงานเชื้อเพลิงราว 60% ที่เหลือจาก simple cycle ไปให้วัฏจักรไอน้ำต่อ
🔧 ในโรงไฟฟ้าจริง

ค่าที่ operator เฝ้าระวังใกล้ turbine exhaust คือ exhaust temperature spread (ผลต่างอุณหภูมิระหว่าง thermocouple ที่ติดตั้งรอบวง exhaust) ซึ่งเป็น alarm สำคัญ — ปกติค่าควรใกล้เคียงกันทุกจุด ถ้า spread โตผิดปกติขึ้นมาบ่งชี้ว่า combustor หรือ fuel nozzle บางตัวอาจมีปัญหา (เผาไหม้ไม่สม่ำเสมอรอบวง) ต้องหยุดตรวจสอบก่อนที่ hot path (เส้นทางก๊าซร้อนตั้งแต่ combustor ถึง turbine) จะเสียหายลุกลาม

สรุปท้ายบท

  • Brayton cycle มี 4 กระบวนการ: compressor (isentropic), combustor (isobaric heating), turbine (isentropic expansion), ทิ้งความร้อนสู่บรรยากาศ — ใช้ open cycle จริงแต่วิเคราะห์ด้วย air-standard assumption
  • Ideal efficiency ขึ้นกับ pressure ratio อย่างเดียว: η = 1 − 1/r_p^0.2857 — ไม่ขึ้นกับ TIT
  • Specific work (w_net) มีจุด optimum ที่ r_p ที่แยกจากจุดที่ให้ η สูงสุด — สำหรับ T₁=300K, T₃=1400K ได้ PR_opt(work) ≈ 14.8 ใกล้เคียง PR จริงของ heavy-duty GT
  • วัฏจักรจริงมี η_c ~84–89%, η_t ~88–92% — η_c มีผลต่อ η_th มากเป็นพิเศษเพราะ back work ratio สูงอยู่แล้ว; อุณหภูมิ ambient สูงขึ้น 10°C ทำกำลังผลิตตก 5–7%
  • Back work ratio ของ GT สูงถึง 40–60% (Rankine cycle แค่ ~0.5–1%) เพราะอัด/ขยายเป็นก๊าซทั้งคู่ (งาน ∝ ∫v dP, v ของก๊าซสูง)
  • Intercooling ลดงานอัด, reheat (sequential combustion) เพิ่มงาน turbine, recuperation อุ่นอากาศด้วยไอเสีย — ได้ผลเฉพาะ PR ต่ำที่ T₄ > T₂
  • ไอเสีย GT ร้อน 550–650°C พร้อม O₂ เหลือ 13–15% — สะพานสู่ HRSG และ combined cycle ที่ η รวมพุ่งถึง 58–64% (บทที่ 15)

ศัพท์เทคนิคในบทนี้

Englishไทย / ความหมาย
Brayton cycleวัฏจักรต้นแบบของ gas turbine 4 กระบวนการ
GT (Gas Turbine)กังหันก๊าซ — compressor + combustor + turbine บนเพลาเดียว
Air-standard assumptionสมมติฐานวิเคราะห์ open cycle ด้วยอากาศเป็น ideal gas เสมือนวงปิด
Pressure ratio (r_p)อัตราส่วนความดันออกต่อเข้าของ compressor
TIT (Turbine Inlet Temperature)อุณหภูมิก๊าซเข้า turbine — ตัวชี้วัด class ของ GT
Isentropic efficiency (η_c, η_t)ประสิทธิภาพเทียบกับกรณี isentropic ของ compressor/turbine
BWR (Back Work Ratio)สัดส่วนงาน compressor ต่องาน turbine — GT สูงกว่า Rankine มาก
Intercoolingอัดอากาศสองช่วงคั่นด้วยเครื่องทำเย็น ลดงานอัดรวม
Reheat / sequential combustionขยายตัวสองช่วงคั่นด้วย combustor ที่สอง เพิ่มงาน turbine
Recuperator / effectiveness (ε)เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนดึงไอเสียอุ่นอากาศก่อนเข้า combustor
Compressor foulingคราบฝุ่น/น้ำมันเกาะใบพัด compressor ทำ output ตก
CDP / CDTความดัน/อุณหภูมิทางออก compressor — ตัวชี้สุขภาพ compressor
IGV (Inlet Guide Vane)ใบพัดนำอากาศเข้าชุดแรกก่อน compressor stage แรก
HRSG (Heat Recovery Steam Generator)หม้อไอน้ำใช้ความร้อนทิ้งจากไอเสีย GT ผลิตไอน้ำ
Supplementary firingการเผาไหม้เพิ่มเติมที่ทางเข้า HRSG โดยใช้ O₂ ที่เหลือในไอเสีย
Topping / bottoming cycleBrayton cycle (บน) ต่อกับ Rankine cycle (ล่าง) ใน combined cycle
F/H/J-classระดับเทคโนโลยี GT ตาม TIT ที่ออกแบบได้ — J-class สูงสุด
Aeroderivative GTกังหันก๊าซดัดแปลงจากเครื่องยนต์เจ็ตเครื่องบิน ใช้ r_p สูง

แบบทดสอบท้ายบท

ideal Brayton efficiency ขึ้นกับตัวแปรอะไร
pressure ratio (และ k) เท่านั้น — ไม่ขึ้นกับ TIT
GT ที่ PR = 8 มี ideal η เท่าไร
1 − 1/8^0.2857 = 1 − 1/1.811 = 44.8%
ทำไม back work ratio ของ GT สูงกว่าโรงไอน้ำมหาศาล
เพราะอัด "ก๊าซ" ที่ v สูง (งาน ∝ ∫v dP) ส่วนโรงไอน้ำปั๊ม "ของเหลว" ที่ v ต่ำมาก
อากาศ ambient ร้อนขึ้นมีผลอย่างไรต่อ GT
มวลอากาศไหลลด + งานอัดต่อ kg เพิ่ม → กำลังผลิตตก ~5–7% ต่อ +10°C
recuperator ใช้ไม่ได้ผลเมื่อไร
เมื่อ PR สูงจน T₂ (ออก compressor) ร้อนกว่า T₄ (ไอเสีย) — ความร้อนไหลย้อนทางไม่ได้
ทำไมไอเสีย GT ยังมี O₂ ~13–15%
เผาด้วย excess air สูงมาก (200–300%) เพื่อเจือจางก๊าซร้อนให้ blade ทนได้
sequential combustion (reheat) ให้ผลอะไรกับ combined cycle
w_net เพิ่มและไอเสียร้อนขึ้น → HRSG ผลิตไอได้มากขึ้น เหมาะกับ CC
📚 ห้องสมุด