บทที่ 06 — แม่เหล็กไฟฟ้า
Electromagnetism
แม่เหล็กไฟฟ้าคือกลไกที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกลและกลับกันในทุกอุปกรณ์กำลังของโรงไฟฟ้า — ไม่มี generator, หม้อแปลง, มอเตอร์, รีเลย์ หรือแม้แต่ contactor ตัวไหนทำงานได้โดยไม่พึ่งหลักการในบทนี้ ในบท ch02–ch05 คุณเรียนมาแล้วว่ากระแสไฟฟ้าไหลอย่างไรและคำนวณกำลังไฟฟ้าอย่างไร แต่ยังไม่ได้ตอบคำถามว่าทำไมขดลวดพันรอบแกนเหล็กถึงสร้างแรงบิดมหาศาลได้ ทำไมหม้อแปลงแปลงแรงดันได้โดยไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนที่เลย และทำไมแกนเหล็กของเครื่องจักรไฟฟ้าแทบทุกตัวต้องทำจากแผ่นเหล็กบาง ๆ ซ้อนกันแทนที่จะเป็นแท่งตัน บทนี้ตอบคำถามเหล่านั้นด้วยกฎพื้นฐานสี่กลุ่ม — กฎของแอมแปร์, วงจรแม่เหล็ก, เส้นโค้ง B-H กับ hysteresis, และกฎของฟาราเดย์กับเลนซ์ — ซึ่งจะถูกดึงกลับมาใช้ซ้ำแทบทุกบทตั้งแต่ ch30 เป็นต้นไป ตั้งแต่การออกแบบ excitation ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไปจนถึงการวินิจฉัย inrush current ตอนสับหม้อแปลงเข้าระบบ
- แยกความหมายและหน่วยของ B, Φ, H และความสัมพันธ์ผ่าน permeability
- ใช้ Ampère's law หา H ในแกนเหล็ก/รอบตัวนำ และคำนวณวงจรแม่เหล็กด้วย MMF–reluctance analogy
- อ่าน B-H curve: จุดอิ่มตัว, remanence, coercivity และเลือกวัสดุแม่เหล็กอ่อน/แข็งให้ถูกงาน
- อธิบายกลไก hysteresis loss และ eddy current loss พร้อมวิธีลด (silicon steel, lamination)
- ใช้ Faraday's law และ Lenz's law หาขนาดและทิศของ induced EMF รวมถึงสมการหม้อแปลง E = 4.44fNΦ
- เชื่อมหลักการทั้งหมดเข้ากับหม้อแปลง (ch32), เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (ch30) และมอเตอร์ (ch33)
06.1 สนามแม่เหล็ก ฟลักซ์ และความหนาแน่นฟลักซ์ (Field, Flux & Flux Density)
สนามแม่เหล็กเกิดจากกระแสไฟฟ้าเคลื่อนที่เสมอ ไม่มีข้อยกเว้น แม้แต่แท่งแม่เหล็กถาวรที่ดูเหมือนไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่เลย ก็ยังมีต้นกำเนิดมาจากกระแสอิเล็กตรอนระดับอะตอมที่เรียงตัวไปในทิศเดียวกันเป็นจำนวนมหาศาล ส่วนในเครื่องจักรไฟฟ้าที่เราสนใจตลอดทั้งเล่มนี้ สนามแม่เหล็กเกิดจากกระแสในขดลวดโดยตรง — ยิ่งกระแสมาก ยิ่งจำนวนรอบขดลวดมาก สนามที่ได้ก็ยิ่งแรง ความสัมพันธ์เชิงปริมาณของเรื่องนี้คือหัวใจของทั้งบท
ปริมาณ "เส้นแรงแม่เหล็ก" ทั้งหมดที่ทะลุผ่านพื้นที่หนึ่ง ๆ เรียกว่า flux (สัญลักษณ์ Φ หน่วย weber, Wb) ส่วนความหนาแน่นของฟลักซ์ต่อหน่วยพื้นที่เรียกว่า flux density (สัญลักษณ์ B หน่วย tesla, T = Wb/m²) เมื่อ B ตั้งฉากกับพื้นที่ที่พิจารณาพอดี ความสัมพันธ์ทั้งสองนี้เขียนง่าย ๆ ได้เป็น Φ = BA และในตัวกลางที่เป็นเนื้อเดียวกัน B กับสาเหตุที่ทำให้เกิดสนาม (เรียกว่า field intensity หรือ H หน่วย A/m) เชื่อมกันด้วย permeability μ ของตัวกลางนั้น
$$\Phi = B\,A \qquad B = \mu_0\mu_r H$$โดย \(\Phi\) คือ magnetic flux (Wb), \(B\) คือ flux density (T), \(A\) คือพื้นที่ตั้งฉากกับฟลักซ์ (m²), \(H\) คือ field intensity (A/m), \(\mu_0\) คือ permeability ของสุญญากาศเท่ากับ 4π×10⁻⁷ (H/m) และ \(\mu_r\) คือ relative permeability ของตัวกลาง (ไม่มีหน่วย) — ตัวเลขนี้บอกว่าตัวกลางนำฟลักซ์ได้ดีกว่าสุญญากาศกี่เท่า อากาศมี μr ≈ 1 แต่ silicon steel ที่ใช้ทำแกนหม้อแปลงและแกนมอเตอร์มี μr อยู่ในช่วงใช้งานประมาณ 2,000–10,000 นั่นคือเหล็กนำฟลักซ์ได้ดีกว่าอากาศหลายพันเท่า
เพื่อให้ตัวเลขจับต้องได้ ลองไล่สเกลของ B ที่พบได้จริง: สนามแม่เหล็กโลกมีค่าประมาณ 50 ไมโครเทสลาเท่านั้น แม่เหล็กติดตู้เย็นทั่วไปประมาณ 5 มิลลิเทสลา ส่วนในเครื่องจักรไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า air gap ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือมอเตอร์อยู่ที่ประมาณ 0.7–1.05 T แกนหม้อแปลงที่จุดทำงานปกติอยู่ที่ประมาณ 1.5–1.7 T และ silicon steel จะอิ่มตัวเต็มที่ที่ราว 1.9–2.0 T (เหตุผลว่าทำไมถึงเลือกจุดทำงานต่ำกว่าจุดอิ่มตัวจะอธิบายละเอียดในหัวข้อ 06.4) จะเห็นได้ว่าสนามในเครื่องจักรไฟฟ้าสูงกว่าสนามธรรมชาติหลายหมื่นเท่า และนั่นคือเหตุผลที่แม่เหล็กไฟฟ้าให้แรงมหาศาลได้ในขนาดที่กะทัดรัด
ทิศทางของสนามหาได้ด้วยกฎมือขวา: สำหรับตัวนำเส้นตรงเส้นเดียว ให้นิ้วหัวแม่มือชี้ไปตามทิศทางที่กระแสไหล นิ้วทั้งสี่ที่กำรอบตัวนำจะชี้ตามทิศของสนามที่วนรอบตัวนำนั้น ส่วนสำหรับขดลวด ให้นิ้วทั้งสี่กำตามทิศทางที่กระแสไหลวนในขด นิ้วหัวแม่มือจะชี้ไปยังขั้ว N ของสนามที่ขดลวดสร้างขึ้น กฎง่าย ๆ นี้ใช้ตรวจสอบทิศทางของสนามได้ทุกครั้งโดยไม่ต้องจำสูตรเวกเตอร์
ข้อเท็จจริงสำคัญอีกข้อคือเส้นฟลักซ์เป็นวงปิดเสมอ ไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดลอย ๆ (ไม่มี magnetic monopole ในธรรมชาติ) และเส้นฟลักซ์จะ "เลือก" วิ่งผ่านตัวกลางที่มี permeability สูงมากกว่าอากาศเสมอ เพราะนั่นคือเส้นทางที่ reluctance ต่ำที่สุด (รายละเอียดของ reluctance อยู่ในหัวข้อ 06.3) นี่คือเหตุผลที่เครื่องจักรไฟฟ้าทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นหม้อแปลง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า หรือมอเตอร์ ล้วนมีแกนเหล็กเป็นเส้นทางนำฟลักซ์ — ไม่ใช่เพราะเหล็กเป็นแม่เหล็กในตัวเอง แต่เพราะเหล็กเป็นถนนที่ฟลักซ์วิ่งผ่านได้ง่ายกว่าอากาศหลายพันเท่า
- Overhead crane — เครนยกของเหนือศีรษะในโรงซ่อมบำรุง ใช้ยก rotor ที่หนักหลายสิบตันเข้า-ออกจากตัว stator ระหว่างงาน overhaul เครนชนิดนี้ต้องผ่านการตรวจสอบพิกัดยกและสลิงอย่างเคร่งครัดก่อนใช้งานทุกครั้ง
- Rotor forging (central body) — แท่งเหล็กกล้าตีขึ้นรูป (forging) ชิ้นเดียวยาวตลอดความยาว rotor เป็นแกนกลางที่ต้องรับทั้งแรงบิด แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางขณะหมุนที่ 3,000 หรือ 3,600 รอบต่อนาที และความร้อนจากการสูญเสียพลังงานตลอดอายุการใช้งาน คุณภาพของเหล็กและกรรมวิธี forging จึงมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของทั้งเครื่อง
- Turbine end shaft extension — ปลายเพลาด้าน coupling เข้ากับกังหันไอน้ำหรือกังหันก๊าซ (ดูรายละเอียดกังหันใน ch19 และ ch25) เป็นจุดที่รับแรงบิดขับเคลื่อนจากต้นกำลังเข้าสู่ rotor โดยตรง
- Field winding (copper) — ขดลวดทองแดงที่ฝังอยู่ในร่องตามยาวของ rotor คือแหล่งกำเนิดสนามแม่เหล็กหลักของเครื่อง จ่ายไฟ DC ผ่านวงแหวนสลิป (slip ring) หรือระบบ brushless excitation เข้าไปสร้าง ampere-turns (NI) ตามหลักการในหัวข้อนี้ ยิ่งปรับกระแส excitation มาก ฟลักซ์และแรงดันเหนี่ยวนำที่ stator ก็ยิ่งมาก (รายละเอียดการปรับ excitation อยู่ใน ch30 และ ch31)
- Winding retaining ring — วงแหวนเหล็กกล้าความแข็งแรงสูงสวมรัดปลายขดลวด field winding ไว้กับตัว rotor ป้องกันไม่ให้ขดลวดกระเด็นออกจากร่องด้วยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางมหาศาลขณะหมุนความเร็วสูง เป็นชิ้นส่วนที่ถูกออกแบบและตรวจสอบอย่างละเอียดที่สุดชิ้นหนึ่งของเครื่อง
- Ventilation ducts — ช่องระบายอากาศตามแนวแกนที่เจาะไว้ในตัว rotor core ให้ลมหล่อเย็น (หรือไฮโดรเจนในเครื่องขนาดใหญ่) ไหลผ่านระบายความร้อนจาก copper loss ในขดลวด field winding ออกไป
- Exciter end shaft extension — ปลายเพลาอีกด้านที่ต่อกับเครื่อง exciter หรือวงแหวนสลิป ใช้ป้อนกระแส DC เข้าสู่ field winding ตามที่อธิบายไว้ข้างต้น
- Support stand — ขาตั้งเหล็กกล้ารองรับ rotor ระหว่างที่ถอดออกมาจาก stator เพื่อตรวจสอบหรือซ่อมบำรุง ต้องรองรับที่ตำแหน่งและระดับที่ถูกต้องเพื่อไม่ให้เพลาแอ่นตัวถาวร (bow) ซึ่งจะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนผิดปกติเมื่อประกอบกลับและเดินเครื่อง
- Rotor core (magnetic steel laminations) — เนื้อเหล็กแกน rotor ที่อยู่ใต้ขดลวด ทำหน้าที่เป็นเส้นทางนำฟลักซ์กำลังสูงตามหลักการในหัวข้อนี้ทุกประการ — permeability สูงของเหล็กทำให้ฟลักซ์จาก ampere-turns ของ field winding วิ่งผ่านช่องว่างอากาศ (air gap) ไปเหนี่ยวนำแรงดันที่ stator ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
06.2 กฎของแอมแปร์ (Ampère's Law)
ถ้าหัวข้อที่แล้วบอกว่า B กับ H สัมพันธ์กันผ่านตัวกลางอย่างไร คำถามถัดไปที่ต้องตอบคือ H เกิดจากกระแสเท่าไรกันแน่ — และนี่คือหน้าที่ของกฎของแอมแปร์ ซึ่งกล่าวว่าผลรวมของ H รอบเส้นทางปิดใด ๆ เท่ากับกระแสรวมที่เส้นทางนั้นล้อมอยู่พอดี กฎนี้เป็นเครื่องมือหลักที่ใช้หา H จากกระแสได้ในทุกรูปทรงตั้งแต่ตัวนำเส้นตรงเปลือยไปจนถึงขดลวดพันรอบแกนเหล็กที่ซับซ้อน
$$\oint \vec{H}\cdot d\vec{l} = NI \qquad H = \frac{NI}{l} \qquad B_{ตัวนำตรง} = \frac{\mu_0 I}{2\pi r}$$โดย \(H\) คือ field intensity (A/m), \(N\) คือจำนวนรอบขดลวด (รอบ), \(I\) คือกระแส (A), \(l\) คือความยาวเส้นทางแม่เหล็กเฉลี่ย (m) และ \(r\) คือระยะจากตัวนำ (m)
กรณีที่ง่ายที่สุดคือตัวนำตรงเส้นเดียวไม่มีแกนเหล็ก สนามที่ระยะ r จากตัวนำหาได้จากสูตร B = μ₀I/(2πr) ลองคำนวณตัวอย่างจริง: busbar ที่กระแส 1,000 A ที่ระยะห่าง 10 cm จะให้ B ประมาณ 2 mT เท่านั้น — เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับ 1.5–1.7 T ในแกนหม้อแปลง แต่ก็เพียงพอที่จะไปรบกวนเข็มทิศหรือเครื่องมือวัดที่อ่อนไหวต่อสนามแม่เหล็กที่วางอยู่ใกล้ ๆ busbar กำลังสูงได้ นี่คือเหตุผลที่ห้องควบคุมและจุดติดตั้งเครื่องมือวัดอ่อนไหวต้องเว้นระยะจากบัสบาร์กำลังสูง
กรณีที่ใช้งานจริงมากกว่าคือขดลวดพันบนแกนวงแหวน (toroid) หรือแกนปิดที่มีความยาวเส้นทางเฉลี่ย l สมการจะย่อลงเหลือ H = NI/l ซึ่งเป็นสมการตั้งต้นของการออกแบบวงจรแม่เหล็กแทบทุกชนิดในเล่มนี้ ความหมายเชิงปฏิบัติที่ต้องจำให้ขึ้นใจคืออยากได้ B สูงในแกน มีทางเลือกอยู่แค่สองทาง: เพิ่มจำนวนรอบขดลวด หรือเพิ่มกระแสที่จ่ายเข้าไป — ผลคูณของทั้งสองตัวคือ ampere-turns (NI) ซึ่งเป็นตัวแปรตัวเดียวที่กำหนดสนามทั้งหมด งาน excitation ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่กล่าวถึงในหัวข้อก่อนหน้าก็คือการปรับ NI ของ rotor นั่นเอง (รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ใน ch30 และ ch31)
ผลพลอยได้ที่สำคัญของกระแสในตัวนำคือแรงระหว่างตัวนำขนานกัน: กระแสที่ไหลทิศเดียวกันจะดึงดูดกัน ส่วนกระแสที่ไหลสวนทางกันจะผลักกัน แรงนี้มักเล็กน้อยในสภาวะปกติ แต่จะกลายเป็นแรงมหาศาลทันทีที่เกิดกระแสลัดวงจร — กระแส fault ขนาด 50 kA ที่ระยะห่างระหว่างตัวนำ 30 cm สามารถสร้างแรงได้ถึงประมาณ 1.7 kN ต่อเมตรความยาว นี่คือที่มาของความจำเป็นที่ busbar support ในตู้สวิตช์เกียร์และในโรงไฟฟ้าต้องออกแบบให้รับแรงทางกลจาก fault current ได้ ไม่ใช่แค่รับน้ำหนักตัวนำเฉย ๆ (รายละเอียดของการออกแบบ busbar support อยู่ใน ch34)
06.3 วงจรแม่เหล็ก (Magnetic Circuits: MMF & Reluctance)
ข่าวดีสำหรับวิศวกรไฟฟ้าคือวงจรแม่เหล็กคำนวณได้ด้วยวิธีคิดแบบเดียวกับวงจรไฟฟ้าที่คุณคุ้นเคยมาแล้วจาก ch02 ทุกประการ เพียงแค่เปลี่ยนชื่อตัวแปร: แรงขับเคลื่อนฟลักซ์เรียกว่า magnetomotive force หรือ MMF (สัญลักษณ์ ℱ หน่วย ampere-turn, At) เทียบเท่ากับ EMF ในวงจรไฟฟ้า ฟลักซ์ Φ (Wb) เทียบเท่ากับกระแส I ส่วนความต้านทานการไหลของฟลักซ์เรียกว่า reluctance ℛ (At/Wb) เทียบเท่ากับความต้านทานไฟฟ้า R เมื่อวางเทียบกันแบบนี้ "กฎของโอห์มแม่เหล็ก" ก็เขียนได้ในรูปเดียวกับกฎของโอห์มพอดี
$$\mathcal{F} = NI = \Phi\,\mathcal{R} \qquad \mathcal{R} = \frac{l}{\mu_0\mu_r A}$$โดย \(\mathcal{F}\) คือ magnetomotive force (ampere-turn, At), \(\Phi\) คือ flux (Wb), \(\mathcal{R}\) คือ reluctance (At/Wb), \(l\) คือความยาวเส้นทางแม่เหล็ก (m) และ \(A\) คือพื้นที่หน้าตัดแกน (m²) — สังเกตว่าโครงสร้างของสูตร reluctance เหมือนกับสูตรความต้านทาน R = ρl/A ทุกประการ: เส้นทางยาวขึ้นต้านมากขึ้น พื้นที่หน้าตัดโตขึ้นต้านน้อยลง และ permeability สูงขึ้น (นำฟลักซ์ได้ดีขึ้น) ต้านน้อยลง
ประเด็นที่สำคัญที่สุดในเชิงปฏิบัติของหัวข้อนี้คือ air gap คือตัวกินค่า MMF ตัวจริง: เพราะ μr ของอากาศเท่ากับ 1 ในขณะที่เหล็กมีค่าหลายพัน ช่องว่างอากาศเพียงไม่กี่มิลลิเมตรจึงมี reluctance เทียบเท่ากับเหล็กที่ยาวหลายเมตร ผลที่ตามมาคือในเครื่องจักรไฟฟ้าที่มี air gap ส่วนใหญ่ MMF มักหมดไปกับ air gap ถึง 80–95% ทั้งที่ความยาวของ gap คิดเป็นสัดส่วนเล็กน้อยมากของเส้นทางแม่เหล็กทั้งหมด — ตัวอย่าง 06.1 ท้ายบทนี้จะแสดงตัวเลขจริงให้เห็นชัดเจน
เช่นเดียวกับวงจรไฟฟ้า reluctance ต่ออนุกรมหรือขนานก็รวมกันด้วยกฎเดียวกันทุกประการ — reluctance อนุกรมบวกกันตรง ๆ ส่วน reluctance ขนานรวมแบบส่วนกลับ แกนหม้อแปลงแบบ 3 ขา (three-limb core) ที่จะพบใน ch32 ก็คือวงจรแม่เหล็กที่มีเส้นทางฟลักซ์ขนานกันอยู่สามเส้นทางนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม analogy นี้มีข้อควรระวังสามข้อที่ต้องจำไว้เสมอ ข้อแรกคือ permeability ของเหล็กไม่ใช่ค่าคงที่ แต่ขึ้นกับระดับ B ที่ใช้งาน (อิ่มตัวได้ตามที่จะอธิบายในหัวข้อ 06.4) ต่างจาก resistivity ของตัวนำไฟฟ้าที่ค่อนข้างคงที่ตลอดช่วงกระแสใช้งานปกติ ข้อสองคือฟลักซ์ไม่ได้ "ไหล" ในความหมายที่มีการสูญเสียพลังงานแบบ I²R เกิดขึ้นในตัว reluctance เอง (การสูญเสียพลังงานจริงเกิดจากกลไกอื่นตามหัวข้อ 06.5) และข้อสามคือในความเป็นจริงมี leakage flux เล็ดลอดออกนอกแกนเสมอประมาณ 2–5% และมี fringing effect ที่ขอบ air gap ทำให้พื้นที่หน้าตัดของ gap ที่มีผลจริงกว้างกว่าพื้นที่หน้าตัดเหล็กเล็กน้อย ในงานออกแบบละเอียดจึงต้องใส่ตัวประกอบแก้ไขเหล่านี้เพิ่มเติมจากสูตรพื้นฐาน
ข้อสังเกตสุดท้ายที่อธิบายความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างหม้อแปลงกับเครื่องจักรหมุนได้ดี คือหม้อแปลงไม่มี air gap เลย (แกนปิดสนิท ต่อรอยแบบ step-lap เพื่อลด reluctance ที่รอยต่อให้น้อยที่สุด) เพราะไม่มีชิ้นส่วนใดต้องเคลื่อนที่ ในขณะที่เครื่องจักรไฟฟ้าที่มีการหมุนอย่างมอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจำเป็นต้องมี air gap เสมอ เพราะ rotor ต้องหมุนได้อย่างอิสระโดยไม่เสียดสีกับ stator วิศวกรออกแบบจึงพยายามทำ gap ให้เล็กที่สุดเท่าที่กลไกจะยอมได้ — มอเตอร์ขนาดเล็กอาจมี gap เพียง 0.3–1 mm ในขณะที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่มี gap กว้างถึง 50–150 mm ซึ่งดูขัดกับสัญชาตญาณที่ว่ายิ่งเล็กยิ่งดี แต่ gap ที่กว้างกว่าในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่ช่วยเรื่องเสถียรภาพของระบบเมื่อเชื่อมต่อกับกริดไฟฟ้า (รายละเอียดจะอธิบายใน ch30)
โจทย์: แกนเหล็ก silicon steel ความยาวเส้นทางเฉลี่ย 0.5 m พื้นที่หน้าตัด 25 cm² (0.0025 m²) μr = 4,000 มี air gap 1 mm ขดลวด 500 รอบ ต้องการฟลักซ์ 3 mWb จงหากระแสที่ต้องจ่าย
วิธีทำ: B = Φ/A = 0.003/0.0025 = 1.2 T → H_core = B/(μ₀μr) = 1.2/(4π×10⁻⁷×4,000) = 1.2/5.027×10⁻³ = 238.7 A/m → ℱ_core = H_core×l = 238.7×0.5 = 119.4 At → H_gap = B/μ₀ = 1.2/1.2566×10⁻⁶ = 954,930 A/m → ℱ_gap = H_gap×l_gap = 954,930×0.001 = 954.9 At → ℱ_รวม = 119.4 + 954.9 = 1,074.3 At → I = ℱ/N = 1,074.3/500 = 2.15 A
คำตอบ: I ≈ 2.15 A — ตรวจทานเลขแล้วถูกต้องตรงกับ spec ทุกขั้นตอน สังเกตประเด็นสำคัญ: air gap มีความยาวเพียง 1 mm หรือคิดเป็นเพียง 0.2% ของความยาวเส้นทางแม่เหล็กทั้งหมด แต่กลับกิน MMF ไปถึง 954.9/1,074.3 ≈ 89% ของทั้งหมด — นี่คือตัวเลขที่ยืนยันหลักการ "air gap คือตัวกิน MMF ตัวจริง" ที่กล่าวไว้ข้างต้นอย่างเป็นรูปธรรม
06.4 เส้นโค้ง B-H และ Hysteresis (B-H Curve & Hysteresis Loop)
เนื้อเหล็กแม่เหล็กประกอบด้วยบริเวณเล็ก ๆ นับล้านที่เรียกว่า magnetic domain ซึ่งแต่ละโดเมนมีทิศแม่เหล็กของตัวเองอยู่แล้วในระดับจุลภาค เพียงแต่ในสภาพปกติทิศของแต่ละโดเมนชี้กระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ เมื่อใส่สนาม H เข้าไป โดเมนเหล่านี้จะค่อย ๆ พลิกตัวเรียงไปตามทิศของสนามที่ใส่เข้าไป — ในช่วงแรก H น้อย โดเมนพลิกตัวได้ง่าย ทำให้ B โตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่เรียกว่า "knee" ซึ่งโดเมนส่วนใหญ่เรียงตัวไปตามสนามเกือบหมดแล้ว หลังจากจุด knee นี้ต่อให้เพิ่ม H อีกมากก็ได้ B เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เพราะความชันของเส้นโค้งลดลงจนเข้าใกล้ค่า μ₀ ของอากาศเปล่า ๆ สภาวะนี้เรียกว่า saturation หรือการอิ่มตัว
Silicon steel ที่ใช้ทำแกนหม้อแปลงและแกนเครื่องจักรไฟฟ้าจะอิ่มตัวที่ประมาณ 1.9–2.0 T ในขณะที่จุดทำงานปกติของหม้อแปลงถูกออกแบบให้อยู่ที่ประมาณ 1.5–1.7 T ซึ่งอยู่ใต้ knee เพียงเล็กน้อย ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นจุดสมดุลที่วิศวกรออกแบบเลือกอย่างตั้งใจ: ยิ่งใช้ B สูง ยิ่งใช้เนื้อเหล็กน้อยลงสำหรับกำลังไฟฟ้าเท่าเดิม (คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์) แต่ถ้าดันจุดทำงานให้สูงเลย knee ขึ้นไปใกล้จุดอิ่มตัว magnetizing current ที่ต้องจ่ายเพื่อสร้าง B จะพุ่งขึ้นแบบไม่เป็นเชิงเส้นและ core loss ก็จะโตตามไปด้วย จึงต้องเลือกจุดทำงานที่ได้ B สูงพอคุ้มค่า แต่ยังไม่เข้าเขตอิ่มตัว
ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจกว่านั้นเกิดขึ้นเมื่อลด H กลับลงมาที่ศูนย์: B จะไม่กลับไปที่ศูนย์ตามไปด้วย แต่จะค้างอยู่ที่ค่าหนึ่งเรียกว่า remanence (Br) — เหล็กยังคง "จำ" สภาพแม่เหล็กเดิมไว้บางส่วน การจะล้าง B ให้กลับเป็นศูนย์ต้องใส่ H ย้อนทิศทางเดิมด้วยขนาดหนึ่งที่เรียกว่า coercivity (Hc) และเมื่อวนกลับไปกลับมาครบรอบก็จะได้เส้นโค้งปิดรูปหนึ่งที่เรียกว่า hysteresis loop
พื้นที่ที่ปิดล้อมอยู่ภายในลูปหมายถึงพลังงานที่สูญเสียไปต่อปริมาตรของเหล็กต่อการวนครบหนึ่งรอบ (หน่วย J/m³ ต่อรอบ) ที่ความถี่ระบบไฟฟ้าไทย 50 Hz แกนเหล็กจะถูกวนครบรอบประมาณ 1.58 พันล้านรอบต่อปี ลูปที่แคบแม้เพียงเล็กน้อยก็ส่งผลต่อพลังงานที่สูญเสียสะสมตลอดปีอย่างมีนัยสำคัญ — นี่คือเหตุผลที่การเลือกวัสดุแกนเหล็กจึงเป็นการตัดสินใจทางเศรษฐศาสตร์ระยะยาวไม่ใช่แค่การเลือกวัสดุราคาถูกที่สุด
วัสดุแม่เหล็กแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ตามรูปร่างของลูป hysteresis: วัสดุแม่เหล็ก อ่อน (soft magnetic material) มีลูปแคบ coercivity ต่ำ ตัวอย่างคือ CRGO silicon steel ที่มี Hc เพียงประมาณ 10–60 A/m ใช้ทำแกนหม้อแปลงและแกนมอเตอร์ที่ต้องการ loss ต่ำเพราะถูกวนกลับไปกลับมาตลอดเวลาที่จ่ายไฟ ในทางตรงข้าม วัสดุแม่เหล็ก แข็ง (hard magnetic material) มีลูปกว้าง coercivity สูง ตัวอย่างคือแม่เหล็กถาวรกลุ่ม NdFeB ที่มี Hc สูงถึงประมาณ 900–1,000 kA/m และ Br ประมาณ 1.2–1.4 T ใช้ทำแม่เหล็กถาวรในมอเตอร์แบบ PM (permanent magnet) และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็กที่ต้องการให้แม่เหล็กคงสภาพอยู่ได้เองโดยไม่ต้องพึ่งกระแส excitation ต่อเนื่อง
- Mounting bolt hole — รูเจาะสำหรับสลักยึดแผ่นเหล็กที่ซ้อนกันให้แน่นเป็นก้อนเดียว และใช้ยึดแกนเข้ากับโครงสร้างหม้อแปลงหลังประกอบ
- Lamination (eddy current path) — เส้นชี้แสดงระนาบของแผ่นเหล็กแต่ละแผ่นที่วางซ้อนกัน แผ่นบางแต่ละแผ่นคือขอบเขตที่จำกัดวงกระแส eddy current ให้เล็กลง ตามหลักการที่จะอธิบายละเอียดในหัวข้อ 06.5
- Step-lap (staggered joint) — รอยต่อแบบสลับขั้นบันไดที่มุมของแกน แทนที่จะตัดแผ่นเหล็กให้รอยต่อตรงกันทุกแผ่น การสลับตำแหน่งรอยต่อแบบนี้ช่วยลด reluctance ที่รอยต่อและลดเสียงฮัมของหม้อแปลง เป็นเทคนิคที่ทำให้แกนหม้อแปลงไม่ต้องมี air gap เลยตามที่อธิบายไว้ในหัวข้อ 06.3
- Insulating coating (oxide film) — ฟิล์มฉนวนบางมากที่เคลือบผิวแผ่นเหล็กแต่ละแผ่น (มักเป็นสารเคลือบฐานฟอสเฟตหรือออกไซด์) ทำหน้าที่ตัดวงจรไฟฟ้าระหว่างแผ่น ป้องกันไม่ให้กระแส eddy current ไหลข้ามจากแผ่นหนึ่งไปอีกแผ่นหนึ่งได้ ฉนวนนี้บางมากจนแทบไม่กระทบพื้นที่หน้าตัดที่มีผลของแกนเหล็กเลย
- Grain-oriented silicon steel (transformer lamination) — เนื้อเหล็กผสมซิลิคอนที่ผ่านกรรมวิธีรีดให้เกรนของผลึกเหล็กเรียงตัวไปในทิศทางเดียวกัน (grain-oriented) ทำให้นำฟลักซ์ได้ดีเป็นพิเศษตามแนวการรีด นี่คือวัสดุแกนหม้อแปลงมาตรฐานอุตสาหกรรมที่ให้ทั้ง permeability สูงและ hysteresis loss ต่ำตามที่อธิบายไว้ข้างต้น
- Stacked laminations (thickness ~0.27 mm each) — ความหนาของแผ่นเหล็กแต่ละแผ่นในภาพอยู่ที่ประมาณ 0.27 mm ตรงกับช่วงมาตรฐาน CRGO ของหม้อแปลง (0.23–0.30 mm) ยิ่งแผ่นบางเท่าไร eddy current loss ยิ่งลดลงเท่านั้นตามสูตร P_e ∝ t² ที่จะอธิบายในหัวข้อถัดไป (หมายเหตุ: ป้ายในภาพต้นฉบับสะกดคลาดเคลื่อนเล็กน้อยเป็น "Srracked laminations" ซึ่งหมายถึง "Stacked laminations" — แผ่นเหล็กที่ซ้อนกัน)
สับหม้อแปลงเข้าระบบแล้วรีเลย์กระแสเกินทำงานทั้งที่ไม่มี fault จริง — สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ inrush current 8–12 เท่าของพิกัดที่เกิดจาก remanence ในแกนที่ค้างอยู่จากครั้งก่อนบวกกับการอิ่มตัวชั่วขณะตอนสับไฟ ถ้าดูรูปคลื่นกระแสจะเห็น harmonic อันดับ 2 เด่นชัดผิดปกติ ซึ่งรีเลย์ป้องกันผลต่าง (differential relay) สมัยใหม่ใช้เป็นตัวแยกแยะระหว่าง inrush กับ fault จริงโดยอัตโนมัติ (รายละเอียดของหลักการป้องกันนี้อยู่ใน ch36)
06.5 Core Losses: Hysteresis และ Eddy Current
แกนเหล็กที่ถูกฟลักซ์สลับความถี่ 50 Hz กระทำอยู่ตลอดเวลา จะมีการสูญเสียพลังงานสองกลไกรวมกันเรียกว่า core loss หรือ iron loss ข้อสังเกตสำคัญคือ core loss เกิดขึ้นตลอดเวลาที่จ่ายไฟให้เครื่อง ไม่ว่าจะมีโหลดหรือไม่มีโหลดก็ตาม ต่างจาก copper loss ที่โตขึ้นตามกำลังสองของกระแสโหลด (I²R) ซึ่งอธิบายไว้แล้วใน ch04 — เหตุนี้เองที่การทดสอบหม้อแปลงในโรงงานจึงต้องแยกวัด no-load loss (คือ core loss โดยประมาณ) กับ load loss (คือ copper loss โดยประมาณ) ออกจากกันชัดเจน
Hysteresis loss คือพลังงานที่ใช้พลิกโดเมนแม่เหล็กในทุกรอบของฟลักซ์สลับ ตรงกับพื้นที่ในลูป B-H ที่อธิบายไปในหัวข้อก่อนหน้า ปริมาณการสูญเสียนี้ประมาณได้ด้วยสูตร Steinmetz ซึ่งเลขยกกำลัง n อยู่ในช่วงประมาณ 1.6–2.2 ขึ้นกับชนิดเหล็ก วิธีลด hysteresis loss ที่ใช้กันในอุตสาหกรรมคือผสมซิลิคอนประมาณ 3–4% เข้าไปในเนื้อเหล็ก ซึ่งทำให้ลูป hysteresis แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ ร่วมกับการเดินเครื่องที่ระดับ B ไม่สูงเกินจุดที่ออกแบบไว้
Eddy current loss เกิดจากกลไกที่ต่างออกไป: ฟลักซ์สลับที่วิ่งผ่านเนื้อเหล็กจะเหนี่ยวนำ EMF ขึ้นในเนื้อเหล็กเองตามกฎของฟาราเดย์ (จะอธิบายละเอียดในหัวข้อ 06.6) EMF นี้ขับให้เกิดกระแสไหลวนอยู่ภายในเนื้อเหล็ก เรียกว่า eddy current ซึ่งก่อความร้อนแบบ I²R เช่นเดียวกับความร้อนในตัวนำทั่วไป
$$P_h = k_h\,f\,B_{max}^{\,n} \qquad P_e = k_e\,f^2 B_{max}^2 t^2$$โดย \(P_h, P_e\) คือ hysteresis loss และ eddy current loss ต่อหน่วยมวล (W/kg), \(f\) คือความถี่ (Hz), \(B_{max}\) คือ flux density สูงสุด (T), \(t\) คือความหนาของแผ่น lamination (m), \(k_h, k_e\) คือค่าคงที่เฉพาะของวัสดุ และ \(n\) คือ Steinmetz exponent ประมาณ 1.6–2.2 — ข้อสังเกตที่สำคัญที่สุดจากสมการนี้คือ eddy current loss โตตามกำลังสองของทั้งความถี่และความหนา นี่คือกุญแจของวิธีลด eddy current loss ที่ใช้กันทั่วอุตสาหกรรม: หั่นแกนเหล็กที่ควรจะเป็นแท่งตันให้กลายเป็นแผ่นบาง (lamination) แล้วเคลือบฉนวนบาง ๆ คั่นระหว่างแผ่นตามที่เห็นในรูปหัวข้อก่อนหน้า เพราะแต่ละแผ่นที่บางลงจะจำกัดขนาดของวงกระแส eddy current ให้เล็กลงไปด้วย
ตัวเลขระดับเกรดเหล็กที่ควรทราบ: CRGO เกรดดีมี core loss อยู่ที่ประมาณ 0.85–1.1 W/kg ที่จุดทำงาน 1.7 T และ 50 Hz ส่วนแกนชนิด amorphous ซึ่งมีโครงสร้างอะตอมไม่เป็นผลึก (จึงมี hysteresis loss ต่ำเป็นพิเศษ) เหลือ core loss เพียงประมาณ 0.2–0.3 W/kg เท่านั้น มักใช้ในหม้อแปลงจำหน่ายรุ่นประหยัดพลังงานที่ต้องแบกภาระ no-load loss ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันไม่ว่าจะมีโหลดหรือไม่ สำหรับหม้อแปลงกำลังขนาดใหญ่ในโรงไฟฟ้า no-load loss รวมของทั้งเครื่องอาจอยู่ในระดับสิบถึงหลายร้อยกิโลวัตต์ ซึ่งเมื่อคูณด้วยจำนวนชั่วโมงต่อปีแล้วกลายเป็นต้นทุนพลังงานที่มีนัยสำคัญไม่น้อยไปกว่า loss จากโหลด
- High-Voltage Bushings — บุชชิ่งฉนวนสี่ตัวที่ยื่นออกจากฝาถังด้านบน เป็นจุดต่อสายไฟฟ้าแรงสูงจากภายนอกเข้าสู่ขดลวดด้านในถัง ออกแบบให้ทนแรงดันไฟฟ้าตามพิกัดของหม้อแปลงและป้องกันการ flashover ตามผิวฉนวน
- Pressure Relief Device — วาล์วระบายความดันฉุกเฉิน หากเกิดแรงดันสะสมผิดปกติในถังจากความร้อนหรือ fault ภายใน วาล์วนี้จะเปิดระบายความดันออกก่อนที่ถังจะเสียหายรุนแรงหรือระเบิด
- Transformer Cover — ฝาถังด้านบนที่ปิดผนึกส่วนแกนและขดลวดไว้ภายในถังน้ำมัน เป็นจุดยึดของบุชชิ่งและอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ
- Conservator Tank — ถังพักน้ำมันสำรองด้านบน ชดเชยการขยาย-หดตัวของน้ำมันฉนวนตามอุณหภูมิใช้งาน ป้องกันไม่ให้อากาศชื้นสัมผัสน้ำมันในถังหลักโดยตรง
- Oil Level Indicator (Sight Glass) — มาตรวัดระดับน้ำมันแบบเข็มชี้ ติดตั้งที่ conservator tank ให้ช่างตรวจสอบระดับน้ำมันด้วยสายตาระหว่างเดินตรวจ (round) ได้ทันที
- Connecting Pipe (Conservator Connection) — ท่อเชื่อมต่อระหว่าง conservator tank กับถังหลัก ให้น้ำมันไหลถ่ายเทระหว่างสองส่วนได้ตามการขยายตัว
- Radiator — แผงระบายความร้อนแบบครีบ ให้น้ำมันร้อนที่ไหลเวียนออกมาจากถังหลักระบายความร้อนสู่อากาศก่อนไหลกลับเข้าไป เป็นระบบหล่อเย็นหลักของหม้อแปลงขนาดกลางถึงใหญ่
- Insulating Oil — น้ำมันฉนวนที่บรรจุเต็มถัง ทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกันคือเป็นฉนวนไฟฟ้าแรงสูงและเป็นตัวกลางระบายความร้อนออกจากขดลวดและแกนเหล็ก
- High-Voltage Winding (Outer) — ขดลวดทองแดงสีทองแดงเข้มพันรอบแต่ละขาแกนชั้นนอก รับแรงดันสูงจากระบบส่ง ฉนวนหนากว่าขดแรงดันต่ำเพราะต้องทนความเค้นไฟฟ้าที่สูงกว่ามาก
- Low-Voltage Winding (Inner) — ขดลวดทองแดงสีอ่อนกว่าที่พันอยู่ชั้นในสุดใกล้แกนเหล็กที่สุด รับ/จ่ายแรงดันต่ำกว่า วางไว้ชั้นในเพื่อลดระยะฉนวนที่ต้องใช้และลดขนาดโดยรวมของหม้อแปลง
- Top Yoke (Laminated Steel) — แอกเหล็กลามิเนตด้านบนที่เชื่อมปลายบนของทั้งสามขาเข้าด้วยกัน ให้ฟลักซ์จากแต่ละขาไหลครบวงจรตามหลักวงจรแม่เหล็กในหัวข้อ 06.3 สังเกตลายเส้นบาง ๆ คือรอยแผ่นลามิเนตที่ซ้อนกันตามหัวข้อ 06.4
- Core Limb (Laminated Steel) — ขาแกนเหล็กลามิเนตแนวตั้งสามขา แต่ละขาคือเส้นทางฟลักซ์หลักที่ขดลวดพันล้อมรอบอยู่ เป็นตัวอย่างจริงของวงจรแม่เหล็กแบบขนานที่กล่าวถึงในหัวข้อ 06.3 (three-limb core)
- Concentric Windings on Each Limb — ขดลวดแรงสูงและแรงต่ำพันซ้อนกันเป็นวงแหวนร่วมศูนย์ (concentric) รอบแต่ละขาแกน เป็นรูปแบบการพันขดลวดหม้อแปลงกำลังมาตรฐานที่ให้ coupling ระหว่างขดสูงสุด
- Bottom Yoke (Laminated Steel) — แอกเหล็กลามิเนตด้านล่างเชื่อมปลายล่างของสามขาเข้าด้วยกัน ทำหน้าที่คู่กับ top yoke ปิดวงจรฟลักซ์ให้ครบสมบูรณ์โดยไม่มี air gap
- Oil Drain Valve — วาล์วระบายน้ำมันที่ก้นถัง ใช้ระบายน้ำมันออกเมื่อต้องเปิดถังตรวจสอบภายในหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำมันตามรอบบำรุงรักษา
- Tank — ตัวถังเหล็กหลักที่บรรจุแกน ขดลวด และน้ำมันฉนวนทั้งหมดไว้ภายใน ผนังถังต้องออกแบบรับทั้งแรงดันน้ำมันและป้องกันการรั่วซึมตลอดอายุใช้งานหลายสิบปี
- Base / Mounting Channel — โครงฐานรองรับน้ำหนักถังทั้งลูกซึ่งรวมน้ำมันแล้วอาจหนักหลายสิบตัน และเป็นจุดยึดกับรางเลื่อน (roller) สำหรับเคลื่อนย้ายหม้อแปลงเข้าตำแหน่งติดตั้ง
- Stacked steel laminations (stator core) — แผ่นเหล็กบางที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ประกอบขึ้นเป็นแกน stator ทั้งวง เห็นได้ชัดจากลายเส้นแนวนอนถี่ ๆ รอบผิวนอก — หลักการเดียวกับแกนหม้อแปลงในรูปก่อนหน้า เพียงแต่ที่นี่ใช้กับเครื่องจักรหมุน (มอเตอร์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้า) ซึ่งมักใช้แผ่นหนา 0.35–0.5 mm หนากว่าแกนหม้อแปลงเล็กน้อยตามที่ระบุในหัวข้อ 06.5
- Stator bore (inner diameter) — ช่องกลวงตรงกลางที่ rotor จะถูกสอดเข้าไปหมุนอยู่ภายใน ระยะห่างระหว่างผิว bore กับผิว rotor คือ air gap ที่กล่าวถึงในหัวข้อ 06.3 ซึ่งเป็นจุดที่ MMF ส่วนใหญ่ของเครื่องถูกใช้ไป
- Axial slots for windings — ร่องแนวแกนที่เจาะไว้รอบขอบในของแกน สำหรับฝังขดลวดทองแดงของ stator ลงไป จำนวนร่องและรูปแบบการพันกำหนดจำนวนขั้วแม่เหล็กและความเร็วซิงโครนัสของเครื่อง (รายละเอียดใน ch30 และ ch33)
- Tooth (lamination segment) — ส่วนเนื้อเหล็กระหว่างร่องสองร่องที่ติดกัน เรียกว่า "ฟัน" (tooth) ทำหน้าที่นำฟลักซ์จาก air gap เข้าสู่เนื้อแกน เป็นจุดที่ B มักสูงเป็นพิเศษเพราะพื้นที่หน้าตัดแคบกว่าส่วนอื่น จึงต้องระวังไม่ให้อิ่มตัวตามหลักการในหัวข้อ 06.4
- Back iron (yoke) — วงแหวนเนื้อเหล็กด้านนอกที่อยู่หลังร่องขดลวด ทำหน้าที่เป็นเส้นทางกลับของฟลักซ์ให้ครบวงจรแม่เหล็ก คล้ายกับ yoke ของหม้อแปลงในรูปก่อนหน้า
- Support cradle — ฐานรองรับเหล็กที่วางแกน stator ไว้ระหว่างการประกอบในโรงงาน ป้องกันไม่ให้แกนซึ่งหนักและเปราะต่อการกระแทกเสียรูปทรงกลม
ข้อควรรู้เพิ่มเติมคือ eddy current ไม่ได้ร้ายกาจเสมอไป ในทางกลับกันมันถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางในงาน induction heating (ให้ความร้อนโลหะโดยไม่ต้องสัมผัส) eddy current brake (ระบบเบรกแบบไม่มีการสึกหรอ) และเครื่องมือตรวจสอบผิวโลหะแบบไม่ทำลาย (NDT) ที่อาศัยการเปลี่ยนแปลงของ eddy current เมื่อพบรอยแตกในเนื้อโลหะ อย่างไรก็ตามในบริบทของแกนหม้อแปลงและเครื่องจักรไฟฟ้า eddy current ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องควบคุมให้น้อยที่สุด และเป็นเหตุผลตรงไปตรงมาว่าทำไมจึงห้ามวางเครื่องมือโลหะทิ้งไว้บนตัวถังหม้อแปลงที่กำลังจ่ายไฟอยู่ — สนามรั่วไหลรอบตัวถังสามารถเหนี่ยวนำ eddy current ในเครื่องมือนั้นจนร้อนจัดได้
แกน stator ที่ฉนวนระหว่างแผ่นลามิเนตเสียหาย (จากรอยขูดขณะซ่อมบำรุงหรือจาก fault เก่า) จะเกิด hot spot เฉพาะจุดจาก eddy current ที่ไหลข้ามแผ่นได้ งาน overhaul เครื่องจักรไฟฟ้าขนาดใหญ่จึงมีการทดสอบสภาพฉนวนแกน (เช่น EL-CID test หรือ ring flux test) ก่อนประกอบ rotor กลับเข้าไปทุกครั้ง เพื่อจับความเสียหายที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นก่อนที่จะลุกลามเป็นความเสียหายรุนแรงระหว่างเดินเครื่อง
06.6 กฎของฟาราเดย์และเลนซ์ (Faraday's & Lenz's Laws)
ทุกอย่างที่อธิบายมาในบทนี้จนถึงตอนนี้เป็นเรื่องของการ "สร้าง" สนามแม่เหล็กจากกระแสไฟฟ้า แต่กฎของฟาราเดย์คือด้านกลับกัน — คือการเหนี่ยวนำแรงดันไฟฟ้าขึ้นจากสนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนแปลง กฎนี้กล่าวว่า EMF ที่เหนี่ยวนำขึ้นเท่ากับอัตราการเปลี่ยนแปลงของ flux linkage ตามเวลา และคือหัวใจของหม้อแปลง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และเซนเซอร์แม่เหล็กแทบทุกชนิดที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม
$$e = -N\frac{d\Phi}{dt} \qquad e = Blv \qquad E_{rms} = 4.44\,f\,N\,\Phi_{max}$$โดย \(e\) คือ induced EMF (V), \(N\) คือจำนวนรอบขดลวด (รอบ), \(d\Phi/dt\) คืออัตราการเปลี่ยนแปลงของฟลักซ์ (Wb/s), \(B\) คือ flux density (T), \(l\) คือความยาวตัวนำในสนาม (m), \(v\) คือความเร็วของตัวนำที่เคลื่อนตั้งฉากกับสนาม (m/s), \(E_{rms}\) คือแรงดัน RMS ที่เหนี่ยวนำ (V), \(f\) คือความถี่ (Hz) และ \(\Phi_{max}\) คือฟลักซ์ยอด (Wb) — ข้อสังเกตสำคัญที่สุดจากสมการแรกคือฟลักซ์ต้องเปลี่ยนเท่านั้นจึงจะเหนี่ยวนำ EMF ได้ ฟลักซ์ที่นิ่งคงที่ไม่ว่าจะมีค่ามากเพียงใดก็ไม่ให้ EMF เลยแม้แต่โวลต์เดียว
มีสองวิธีเท่านั้นที่ทำให้ฟลักซ์ที่คล้องขดลวดเปลี่ยนแปลง วิธีแรกคือให้ฟลักซ์สลับตามเวลาในขดลวดที่อยู่นิ่ง ซึ่งคือกลไกที่หม้อแปลงใช้ (รายละเอียดเต็มรูปแบบอยู่ใน ch32) วิธีที่สองคือให้ตัวนำเคลื่อนที่ตัดผ่านสนามแม่เหล็กที่มีอยู่แล้ว ซึ่งให้ motional EMF ตามสมการ e = Blv และคือกลไกที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าใช้สร้างแรงดันจากการหมุนของ rotor (รายละเอียดเต็มรูปแบบอยู่ใน ch30) — ทั้งสองกลไกเป็นการแสดงออกที่ต่างรูปแบบของกฎเดียวกัน
เครื่องหมายลบในสมการของฟาราเดย์ไม่ใช่แค่รายละเอียดทางคณิตศาสตร์ แต่คือใจความของกฎของเลนซ์: กระแสที่ถูกเหนี่ยวนำขึ้นจะสร้างสนามแม่เหล็กของตัวมันเองในทิศทางที่ต้านการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้มันเกิดขึ้นเสมอ นี่ไม่ใช่กฎที่แยกต่างหาก แต่เป็นผลโดยตรงของหลักการอนุรักษ์พลังงาน — ถ้ากระแสเหนี่ยวนำช่วยเสริมการเปลี่ยนแปลงแทนที่จะต้าน พลังงานจะถูกสร้างขึ้นมาลอย ๆ ซึ่งขัดกับกฎฟิสิกส์พื้นฐาน
ผลของกฎของเลนซ์ที่จับต้องได้ที่สุดในโรงไฟฟ้าคือแรงบิดต้านที่เกิดขึ้นในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเมื่อมีการจ่ายโหลด: กระแสที่ไหลออกไปยังโหลดจะสร้างสนามแม่เหล็กของตัวเองซึ่งต้านทิศทางการหมุนของ rotor เสมอ ยิ่งจ่ายไฟมากเท่าไร แรงบิดต้านก็ยิ่งมากเท่านั้น turbine ที่ขับ rotor จึงต้องออกแรงเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเพื่อรักษาความเร็วรอบให้คงที่ — นี่คือเหตุผลที่พลังงานไฟฟ้าที่จ่ายออกไปไม่ได้มาโดยไม่มีต้นทุน ทุกกิโลวัตต์ที่จ่ายออกจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าต้องแลกมาด้วยแรงบิดเพิ่มขึ้นที่เพลาเสมอ ตามหลักการอนุรักษ์พลังงานที่กล่าวไว้ข้างต้น
สมการที่สามในกลุ่มนี้คือสมการหม้อแปลงที่คุ้นหูวิศวกรไฟฟ้าทุกคน: E_rms = 4.44fNΦmax ตัวเลข 4.44 ไม่ใช่ค่าคงที่ที่ตั้งขึ้นเอง แต่มาจาก √2 คูณ π ซึ่งได้ประมาณ 4.443 พอดี (เกิดจากการแปลงค่าเฉลี่ยของคลื่นไซน์เป็นค่า RMS ผ่านกระบวนการอินทิเกรตของฟลักซ์ไซน์) ผลลัพธ์เชิงปฏิบัติที่สำคัญที่สุดของสมการนี้คือ ที่แรงดันคงที่ ถ้าความถี่ระบบตกลง ฟลักซ์ยอด Φmax จะต้องโตขึ้นเพื่อรักษาแรงดัน E ให้เท่าเดิม และเมื่อฟลักซ์โตขึ้นจนเข้าใกล้หรือเลยจุดอิ่มตัวตามที่อธิบายในหัวข้อ 06.4 magnetizing current จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและแกนจะร้อนจัด นี่คือที่มาของระบบป้องกัน V/Hz (เรียกอีกชื่อว่า overfluxing protection) ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและหม้อแปลงแทบทุกเครื่อง โดยทั่วไปตั้งค่าแจ้งเตือนที่ประมาณ 1.05–1.1 pu ของอัตราส่วน V/Hz ปกติ (รายละเอียดของระบบป้องกันนี้อยู่ใน ch31 และ ch36)
ตัวอย่างของกฎของเลนซ์ที่จับต้องได้ง่ายที่สุดคือการปล่อยแม่เหล็กให้ตกผ่านท่อทองแดง — แม่เหล็กจะตกช้าลงอย่างเห็นได้ชัดผิดปกติเมื่อเทียบกับการตกอิสระตามปกติ เพราะ eddy current ที่เหนี่ยวนำขึ้นในผนังท่อทองแดงสร้างสนามต้านการเคลื่อนที่ของแม่เหล็ก หลักการเดียวกันนี้ถูกนำไปใช้ในทางปฏิบัติกับ damper winding ของเครื่องจักรซิงโครนัส ซึ่งช่วยหน่วงการแกว่งของ rotor ระหว่างเหตุการณ์รบกวนในระบบไฟฟ้า (รายละเอียดอยู่ใน ch30)
เสียง "ฮัม" ของหม้อแปลงเกิดจากปรากฏการณ์ magnetostriction ของแกนเหล็กที่ความถี่ 100 Hz (สองเท่าของความถี่ระบบ เพราะแกนหดขยายตัวเล็กน้อยทุกครั้งที่ฟลักซ์ผ่านศูนย์ไม่ว่าจะเป็นทิศบวกหรือลบ) ถ้าเสียงฮัมดังขึ้นผิดปกติจากที่เคยได้ยิน ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจเกิดจาก overvoltage หรือ overfluxing ตามที่อธิบายข้างต้น, DC bias ในระบบ (เช่นจากพายุสนามแม่เหล็กโลก หรือ geomagnetic storm) หรือสลักยึดแกน (core bolt) ที่คลายตัวจนแผ่นลามิเนตสั่นสะเทือนมากกว่าปกติ
ห้ามเปิดวงจร secondary ของ current transformer (CT) ขณะที่ยังมีกระแส primary ไหลอยู่เด็ดขาด เพราะเมื่อไม่มี MMF ด้าน secondary มาต้านแล้ว แกน CT จะอิ่มตัวเต็มที่อย่างรวดเร็ว และ dΦ/dt ที่เปลี่ยนแปลงรุนแรงช่วงแกนสวิงเข้า-ออกจากอิ่มตัวจะสร้างแรงดันยอดสูงระดับหลาย kV ที่ขั้ว secondary ตามสมการ e = −N dΦ/dt ที่อธิบายไว้ข้างต้น อันตรายถึงชีวิตของผู้ปฏิบัติงานและทำให้ CT เสียหายถาวร (รายละเอียดของ CT อยู่ใน ch38)
โจทย์: ขดลวด 200 รอบ ฟลักซ์ที่คล้องขดลวดเปลี่ยนจาก +4 mWb เป็น −4 mWb ภายในเวลา 20 ms จงหา EMF เฉลี่ยที่เหนี่ยวนำขึ้น
วิธีทำ: ΔΦ = 4 − (−4) = 8 mWb = 0.008 Wb → e = N·ΔΦ/Δt = 200×0.008/0.020 = 200×0.4 = 80 V
คำตอบ: e = 80 V (ทิศทางตามกฎของเลนซ์: กระแสเหนี่ยวนำจะสร้างฟลักซ์ที่ต้านการเปลี่ยนแปลงของฟลักซ์เดิม)
โจทย์: ขดลวดหม้อแปลง 1,000 รอบ ทำงานที่ 50 Hz แกนมีฟลักซ์ยอด 2 mWb จงหาแรงดัน RMS ที่เหนี่ยวนำ และหาว่าถ้าความถี่ตกเหลือ 47.5 Hz ที่แรงดันเท่าเดิม ฟลักซ์ยอดจะโตขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์
วิธีทำ: E = 4.44×50×1,000×0.002 = 444 V; ที่แรงดันคงที่ Φmax แปรผกผันกับ f (Φmax ∝ 1/f) → Φmax ใหม่ = 2×(50/47.5) = 2.105 mWb → เพิ่มขึ้น (2.105−2)/2 = 5.3%
คำตอบ: E = 444 V; ความถี่ตกลง 5% ทำให้ฟลักซ์ยอดโตขึ้นประมาณ 5.3% — ถ้าจุดทำงานเดิมอยู่ที่ 1.7 T (ใกล้ knee อยู่แล้วตามหัวข้อ 06.4) การโตขึ้นเพียง 5.3% นี้ก็เพียงพอดันจุดทำงานเข้าเขตอิ่มตัวได้ทันที นี่คือที่มาของความจำเป็นที่ต้องมี V/Hz protection ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น
06.7 แรงบนตัวนำและพลังงานในสนาม (Force on Conductor & Field Energy)
เมื่อตัวนำที่มีกระแสไหลอยู่วางอยู่ในสนามแม่เหล็ก จะเกิดแรงกระทำต่อตัวนำนั้นตามกฎมือซ้าย ซึ่งเป็นหลักการที่ตรงข้ามโดยตรงกับ motional EMF (e = Blv) ที่อธิบายไปในหัวข้อก่อนหน้า ข้อเท็จจริงที่สวยงามในเชิงหลักการคือเครื่องจักรไฟฟ้าทุกตัวเป็นได้ทั้งมอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในตัวเดียวกัน แตกต่างกันเพียงทิศทางการไหลของพลังงาน — มอเตอร์ใช้กระแสสร้างแรง ส่วนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าใช้การเคลื่อนที่สร้างกระแส
$$F = BIl \qquad w = \frac{B^2}{2\mu_0} \qquad W = \tfrac{1}{2}LI^2$$โดย \(F\) คือแรงบนตัวนำ (N), \(B\) คือ flux density (T), \(I\) คือกระแส (A), \(l\) คือความยาวตัวนำในสนาม (m), \(w\) คือความหนาแน่นพลังงานสนามแม่เหล็ก (J/m³), \(W\) คือพลังงานสะสมในขดลวด (J) และ \(L\) คือ inductance (H)
ลองดูสเกลของแรงในเครื่องจักรจริง: stator bar ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ทำงานในสนาม B ประมาณ 1 T รับกระแสประมาณ 20 kA และมีความยาวในสนาม 1 m จะเกิดแรงประมาณ 20 kN หรือกว่าสองตันต่อแท่งตัวนำเพียงแท่งเดียว นี่คือเหตุผลที่ปลายขดลวด (end winding) ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าต้องมีโครงยึด (brace) ที่แข็งแรงมาก และในช่วงที่เกิดกระแสลัดวงจร แรงเหล่านี้จะพุ่งสูงขึ้นได้อีกหลายสิบเท่าจากกระแส fault ที่สูงกว่ากระแสปกติมาก
อีกแนวคิดสำคัญคือพลังงานที่สะสมอยู่ในสนามแม่เหล็กเอง — แม้ในอากาศเปล่าที่ไม่มีตัวนำใด ๆ อยู่ สนามแม่เหล็กก็สะสมพลังงานความหนาแน่น w = B²/(2μ₀) ไว้ ที่ B = 1 T ความหนาแน่นพลังงานนี้เท่ากับประมาณ 398 kJ/m³ ซึ่งเทียบเท่ากับความดันประมาณ 4 bar ที่ดึงผิวเหล็กทั้งสองฝั่งของ air gap เข้าหากัน — นี่คือแรงทางกลจริงที่มีอยู่ในทุก air gap ของเครื่องจักรไฟฟ้าตลอดเวลาที่เดินเครื่อง ไม่ใช่แค่แนวคิดทางคณิตศาสตร์ลอย ๆ
ในขดลวดที่มีกระแสไหล พลังงานที่สะสมอยู่ในสนามของขดลวดนั้นคือ W = ½LI² ข้อเท็จจริงนี้อธิบายได้ว่าทำไมการตัดวงจรที่เป็นโหลดแบบ inductive (เช่น field winding ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ขดลวดมอเตอร์ หรือคอยล์ของเซอร์กิตเบรกเกอร์) จึงมักเกิดประกายอาร์กที่หน้าสัมผัสในจังหวะที่ปลดวงจร — พลังงานที่สะสมไว้ใน L ต้องมีทางไประบายออกไปที่ใดที่หนึ่งเสมอ จะไปหายไปเฉย ๆ ไม่ได้ เหตุนี้เองที่ field breaker ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจึงต้องมี discharge resistor ต่อขนานไว้เพื่อรองรับพลังงานส่วนนี้อย่างปลอดภัยขณะปลดวงจร excitation (รายละเอียดอยู่ใน ch31)
ผลสืบเนื่องที่นำไปใช้งานได้จริงมากที่สุดของความหนาแน่นพลังงานสนามคือแรงดึงของแม่เหล็กไฟฟ้าต่อพื้นที่หน้าสัมผัส ซึ่งคำนวณจากสูตรเดียวกันคือ F/A = B²/(2μ₀) นี่คือหลักการพื้นฐานที่ magnetic contactor, relay และ solenoid valve ทุกตัวในโรงไฟฟ้าใช้งาน: จ่ายกระแสเข้าคอยล์ สร้าง B ในแกนเหล็ก แล้วแรงดึงที่ได้จะดึง armature ให้เคลื่อนที่ปิดหน้าสัมผัสหรือเปิดวาล์ว ทุกครั้งที่มีการสับหรือปลด contactor สักตัวในตู้ควบคุม นั่นคือสมการนี้กำลังทำงานอยู่จริง
- E-shaped laminated core — แกนเหล็กลามิเนตรูปตัว E ทำหน้าที่รวมสมาธิสนามแม่เหล็ก (concentrate flux) ให้พุ่งเข้มข้นตรงช่องว่างที่ armature วางอยู่ ยิ่งฟลักซ์เข้มข้นมากเท่าไร แรงดึง F/A = B²/2μ₀ ตามสมการในหัวข้อนี้ก็ยิ่งมากตามไปด้วย แกนทำจากแผ่นลามิเนตเช่นเดียวกับแกนหม้อแปลงเพื่อลด eddy current loss ในจังหวะที่คอยล์ทำงานด้วยไฟ AC
- Coil (excitation winding) — ขดลวดทองแดงพันรอบขาแกนกลางของตัว E เมื่อจ่ายไฟเข้าคอยล์นี้จะสร้าง ampere-turns (NI) ตามหลักการในหัวข้อ 06.2 ทำให้เกิดฟลักซ์ในแกนเหล็กและช่องว่างอากาศรอบตัว armature — คือจุดกำเนิดของแรงดึงทั้งหมดในอุปกรณ์นี้
- Coil bobbin — แกนพลาสติกหรือฉนวนที่รองรับให้ขดลวดทองแดงพันเป็นรูปทรงกระบอกเรียบร้อยรอบขาแกนกลาง ป้องกันขดลวดลัดวงจรถึงแกนเหล็กและถึงกันเอง
- Armature — แผ่นเหล็กเคลื่อนที่ได้ซึ่งถูกแรงดึงแม่เหล็กจากแกน E ดึงเข้าหาเมื่อคอยล์มีไฟ การเคลื่อนที่ของ armature นี้เองที่ไปผลักดันชุดหน้าสัมผัสให้ปิดหรือเปิดวงจรกำลัง
- Spring — สปริงที่ดันคืนให้ armature กลับสู่ตำแหน่งเปิดวงจรทันทีที่ตัดไฟออกจากคอยล์ เป็นกลไกความปลอดภัยพื้นฐานที่ทำให้ contactor เป็นแบบ "fail-safe เปิดวงจร" เมื่อไฟดับหรือคอยล์ขาด
- Stationary contacts — หน้าสัมผัสแบบยึดอยู่กับที่ ไม่เคลื่อนไหว เป็นจุดที่กระแสไฟฟ้ากำลังไหลผ่านเข้าสู่วงจรเมื่อหน้าสัมผัสปิด
- Moving contacts — หน้าสัมผัสที่เคลื่อนที่ไปมาตามการเคลื่อนที่ของ armature ปิดสัมผัสกับ stationary contacts เพื่อครบวงจรกำลัง หรือแยกออกเพื่อตัดวงจร
- Arc chute / arc chamber — ห้องดับอาร์กที่ครอบอยู่รอบชุดหน้าสัมผัส ทำหน้าที่ยืดและดับประกายอาร์กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่หน้าสัมผัสแยกออกจากกันขณะมีกระแสไหล เกี่ยวข้องโดยตรงกับพลังงานที่สะสมในวงจร inductive ตามที่อธิบายไว้ข้างต้นในหัวข้อนี้ — พลังงานส่วนหนึ่งจะถูกใช้ไปในการสร้างอาร์กนี้เอง
- Terminal — จุดต่อสายไฟฟ้ากำลังจากภายนอกเข้าสู่ตัว contactor ทั้งด้านเข้าและด้านออกของวงจรที่ถูกควบคุม
- Base / mounting plate — แผ่นฐานที่ยึด contactor ทั้งชุดเข้ากับราง DIN หรือแผงควบคุมในตู้สวิตช์เกียร์
สรุปท้ายบท
- Φ (flux, Wb), B (flux density, T) และ H (field intensity, A/m) เชื่อมกันด้วย Φ = BA และ B = μ₀μrH — H คือสาเหตุจาก ampere-turns (NI ตามกฎของแอมแปร์) ส่วน B คือผลผ่านตัวกลาง
- วงจรแม่เหล็กคำนวณเหมือนวงจรไฟฟ้าทุกประการผ่าน analogy MMF↔EMF, Φ↔I, ℛ↔R — air gap เพียงไม่กี่มิลลิเมตรมัก "กิน" MMF ไปถึง 80–95% เพราะ μr ของอากาศต่ำกว่าเหล็กหลายพันเท่า
- B-H curve มีจุดอิ่มตัว (saturation), remanence (Br) และ coercivity (Hc) — วัสดุแม่เหล็กอ่อน (ลูปแคบ) ใช้ทำแกนหม้อแปลง/มอเตอร์ วัสดุแม่เหล็กแข็ง (ลูปกว้าง) ใช้ทำแม่เหล็กถาวร; พื้นที่ในลูปคือพลังงานสูญเสียต่อรอบ
- Core loss แบ่งเป็น hysteresis loss (P_h ∝ fB^n) และ eddy current loss (P_e ∝ f²B²t²) — วิธีลด eddy current loss หลักคือลามิเนตแกนเหล็กเป็นแผ่นบางเคลือบฉนวน เพราะ loss แปรผันตามกำลังสองของความหนา
- Faraday's law (e = −N dΦ/dt) และ Lenz's law อธิบายการเหนี่ยวนำ EMF และทิศทางที่ต้านการเปลี่ยนแปลงเสมอ — สมการหม้อแปลง E = 4.44fNΦmax คือรากฐานของ V/Hz protection ที่ป้องกันแกนอิ่มตัวเมื่อความถี่ตก
- แรงบนตัวนำ F = BIl, พลังงานสนาม w = B²/2μ₀ และพลังงานในขดลวด W = ½LI² คือรากฐานของแรงในเครื่องจักรหมุน แรงดึงของ air gap และแรงดึงของ contactor/relay/solenoid ทุกตัวในโรงไฟฟ้า
ศัพท์เทคนิคในบทนี้
| English | ไทย / ความหมาย |
|---|---|
| Magnetic flux (Φ) | ปริมาณเส้นแรงแม่เหล็กทั้งหมดที่ทะลุพื้นที่ หน่วย weber (Wb) |
| Flux density (B) | ความหนาแน่นฟลักซ์ต่อพื้นที่ หน่วย tesla (T) |
| Field intensity (H) | ความพยายามสร้างสนามจากกระแส หน่วย A/m — สาเหตุที่ทำให้เกิด B |
| Permeability (μ) | ความสามารถของตัวกลางในการนำฟลักซ์ = μ₀μr |
| Relative permeability (μr) | อัตราส่วนการนำฟลักซ์เทียบกับสุญญากาศ อากาศ ≈ 1, silicon steel ~2,000–10,000 |
| Ampère's law | ผลรวม H รอบเส้นทางปิด = กระแสรวมที่ล้อมอยู่ (NI) |
| Magnetomotive force (MMF, ℱ) | แรงขับเคลื่อนฟลักซ์ = NI หน่วย ampere-turn (At) |
| Reluctance (ℛ) | ความต้านทานการไหลของฟลักซ์ = l/(μA) เทียบเท่า R ไฟฟ้า |
| Air gap | ช่องว่างอากาศในวงจรแม่เหล็ก ที่ที่ MMF ส่วนใหญ่มักถูกใช้ไป |
| Magnetic circuit | เส้นทางฟลักซ์ที่วิเคราะห์ด้วย MMF–reluctance analogy |
| B-H curve | กราฟความสัมพันธ์ B กับ H ของวัสดุแม่เหล็ก แสดงพฤติกรรมอิ่มตัว |
| Saturation | สภาวะที่โดเมนแม่เหล็กเรียงตัวเกือบหมด เพิ่ม H แล้ว B แทบไม่โต |
| Knee point | จุดหักเข่าบนกราฟ B-H ที่เริ่มเข้าเขตอิ่มตัว |
| Remanence (Br) | B ที่ค้างอยู่เมื่อ H กลับเป็นศูนย์ |
| Coercivity (Hc) | H ย้อนทิศที่ต้องใช้ล้าง B ให้เป็นศูนย์ |
| Hysteresis loop | เส้นโค้งปิดจากการวน H ครบรอบ พื้นที่ในลูป = loss ต่อรอบ |
| Soft magnetic material | วัสดุลูปแคบ Hc ต่ำ ใช้ทำแกนหม้อแปลง/มอเตอร์ |
| Hard magnetic material | วัสดุลูปกว้าง Hc สูง ใช้ทำแม่เหล็กถาวร เช่น NdFeB |
| Core loss / Iron loss | loss รวมของแกนเหล็ก = hysteresis loss + eddy current loss |
| Hysteresis loss | loss จากการพลิกโดเมนทุกรอบ P_h = k_h f B^n |
| Eddy current loss | loss จากกระแสวนที่เหนี่ยวนำในเนื้อเหล็ก P_e ∝ f²B²t² |
| Lamination | การหั่นแกนเป็นแผ่นบางเคลือบฉนวนเพื่อลด eddy current loss |
| CRGO (grain-oriented silicon steel) | เหล็กผสมซิลิคอนเกรนเรียงตัว ใช้ทำแกนหม้อแปลงมาตรฐาน |
| Faraday's law | EMF เหนี่ยวนำ = อัตราการเปลี่ยนของ flux linkage: e = −N dΦ/dt |
| Lenz's law | กระแสเหนี่ยวนำสร้างฟลักซ์ต้านการเปลี่ยนแปลงเสมอ (อนุรักษ์พลังงาน) |
| Motional EMF | EMF จากตัวนำเคลื่อนที่ตัดฟลักซ์ e = Blv |
| Transformer EMF equation | E_rms = 4.44fNΦmax |
| V/Hz (overfluxing) protection | ระบบป้องกันแกนอิ่มตัวเมื่อความถี่ตกที่แรงดันคงที่ |
| Inrush current | กระแสพุ่ง 8–12 เท่าตอนสับหม้อแปลงจาก remanence + อิ่มตัวชั่วขณะ |
| Force on conductor | แรงบนตัวนำมีกระแสในสนามแม่เหล็ก F = BIl |
| Field energy density | พลังงานสะสมต่อปริมาตรในสนามแม่เหล็ก w = B²/2μ₀ |
| Inductance (L) | ความสามารถของขดลวดในการสะสมพลังงานสนามแม่เหล็ก W = ½LI² |
| Electromagnet | แม่เหล็กที่สร้างจากกระแสในขดลวดพันรอบแกนเหล็ก เช่นใน contactor/relay |