ห้องสมุดหน้าหลัก › ภาค 1 พื้นฐาน › บทที่ 02

บทที่ 02 — ไฟฟ้าพื้นฐาน DC

DC Electricity Fundamentals

⚡ ทำไมบทนี้สำคัญต่อการเข้าใจโรงไฟฟ้า

เนื้อหาบทนี้เป็นรากฐานไฟฟ้ากระแสตรงที่ใช้ต่อเนื่องตลอดทั้งเล่ม โดยเฉพาะระบบแบตเตอรี่ 125 VDC และ trip circuit ที่เป็นหัวใจความปลอดภัยของโรงไฟฟ้าทุกโรง — เวลาไฟ AC ทั้งโรงดับ วงจร DC คือสิ่งเดียวที่ยังทำงานได้ การเข้าใจ Ohm's law, KVL/KCL และวงจรอนุกรม-ขนานให้แม่น จะทำให้เข้าใจและวิเคราะห์วงจรไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าได้จริง ไม่ใช่แค่ท่องสูตร

🎯 เป้าหมายการเรียนรู้
  • อธิบายความหมายทางฟิสิกส์ของ charge, current, voltage, resistance พร้อมหน่วย
  • ใช้ Ohm's law และสูตรกำลัง/พลังงานคำนวณวงจร DC ได้
  • ยุบวงจร series/parallel และใช้ KVL/KCL วิเคราะห์วงจรหลาย loop
  • คำนวณความต้านทานจาก resistivity และผลของอุณหภูมิต่อความต้านทาน
  • เชื่อมโยงทฤษฎี DC เข้ากับวงจรจริงในโรงไฟฟ้า: ระบบแบตเตอรี่ 125 VDC และ trip circuit

02.1 ประจุ กระแส แรงดัน ความต้านทาน (Charge, Current, Voltage, Resistance)

ประจุไฟฟ้า (charge, \(Q\)) มีหน่วยเป็นคูลอมบ์ (C) โดยอิเล็กตรอน 1 ตัวมีประจุ −1.602×10⁻¹⁹ C ดังนั้น 1 คูลอมบ์จึงเทียบเท่าอิเล็กตรอนราว 6.24×10¹⁸ ตัว กระแสไฟฟ้า (current, \(I\)) คืออัตราการไหลของประจุต่อเวลา มีหน่วยเป็นแอมแปร์ (A = C/s) โดยทิศทางที่นิยามเป็น "conventional current" จะไหลจากขั้วบวกไปขั้วลบ ซึ่งสวนทางกับทิศทางที่อิเล็กตรอนจริงเคลื่อนที่

$$I = \frac{Q}{t}$$

โดย \(I\) คือกระแสไฟฟ้า (A), \(Q\) คือประจุที่ไหลผ่าน (C) และ \(t\) คือเวลา (s)

แรงดันไฟฟ้า (voltage, \(V\)) คือพลังงานต่อหน่วยประจุ มีหน่วยเป็นโวลต์ (V = J/C) เปรียบได้กับ "ความดัน" ที่ผลักดันให้ประจุไหล ส่วนความต้านทาน (resistance, \(R\)) มีหน่วยเป็นโอห์ม (Ω) ทำหน้าที่ต้านการไหลของกระแส และเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าส่วนหนึ่งให้กลายเป็นความร้อน

อุปมาที่จะใช้ต่อเนื่องตลอดทั้งเล่มคืออุปมาน้ำ: แรงดันเปรียบเสมือนความดันปั๊ม กระแสเปรียบเสมือนอัตราการไหลของน้ำ และความต้านทานเปรียบเสมือนวาล์วหรี่หรือท่อที่คอดแคบ อุปมานี้จะช่วยให้วิศวกรที่ถนัดสายเครื่องกลเข้าใจภาพวงจรไฟฟ้าได้ทันที เพราะเป็นภาษาเดียวกับที่คุ้นเคยจากระบบท่อและปั๊ม (ดู ch08 กลศาสตร์ของไหล)

ระดับกระแสที่ควรจำไว้เป็นสัญชาตญาณ: LED ทั่วไปกินกระแสราว 20 mA, หลอดไฟบ้านทั่วไปราว 0.3 A, มอเตอร์ปั๊มขนาด 400 kW ที่แรงดัน 3.3 kV กินกระแสราว 85 A ขณะที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 800 MW ที่แรงดัน 20 kV จ่ายกระแสสูงถึงราว 23,000 A ต่อเฟส ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้มีสามัญสำนึกเวลาอ่านค่ากระแสจากหน้างานจริง

วงจรน้ำ วงจรไฟฟ้า ท่อ = สายไฟ ปั๊ม = แหล่งจ่าย (V) แบตเตอรี่ วาล์วหรี่ = ความต้านทาน (R) หลอดไฟ อัตราไหล = กระแส (I)
อุปมาวงจรไฟฟ้ากับระบบน้ำ — รูปทรงวงจรเหมือนกันเป๊ะทั้งสองฝั่ง เส้นประเชื่อมคู่อุปมาแต่ละคู่

02.2 กฎของโอห์มและ Resistivity (Ohm's Law & Resistivity)

กฎของโอห์ม (\(V = IR\)) ใช้ได้กับตัวนำโลหะและตัวต้านทานเชิงเส้นทั่วไป แต่ใช้ไม่ได้กับอุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติไม่เชิงเส้น (non-linear) เช่น ไดโอด อาร์กไฟฟ้า หรือหลอดไส้ขณะกำลังร้อนจัด ความต้านทานของตัวนำขึ้นกับรูปทรงทางกายภาพโดยตรง: ตัวนำที่ยาวขึ้นจะมีความต้านทานเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน ขณะที่พื้นที่หน้าตัดที่ใหญ่ขึ้นจะทำให้ความต้านทานลดลงตามสัดส่วนเช่นกัน

$$V = IR \qquad R = \rho\frac{L}{A} \qquad R_2 = R_1\left[1+\alpha\,(T_2-T_1)\right]$$

โดย \(V\) คือแรงดัน (V), \(I\) คือกระแส (A), \(R\) คือความต้านทาน (Ω), \(\rho\) คือ resistivity (Ω·m), \(L\) คือความยาวตัวนำ (m), \(A\) คือพื้นที่หน้าตัด (m²), \(\alpha\) คือ temperature coefficient (/°C) และ \(T_1, T_2\) คืออุณหภูมิเริ่มต้นและสุดท้าย (°C)

ค่า resistivity ที่ 20°C ของวัสดุตัวนำที่ใช้บ่อยในงานไฟฟ้ากำลัง ได้แก่ ทองแดง 1.68×10⁻⁸ Ω·m และอะลูมิเนียม 2.65×10⁻⁸ Ω·m ซึ่งแม้จะนำไฟฟ้าได้ด้อยกว่าทองแดง แต่มีน้ำหนักเบากว่ามากจึงถูกเลือกใช้ทำสายส่งแบบ ACSR ส่วนเหล็กมี resistivity ราว 1.0×10⁻⁷ Ω·m และนิโครมที่ใช้ทำ heater มีค่าสูงถึงราว 1.1×10⁻⁶ Ω·m โลหะทุกชนิดมี temperature coefficient เป็นค่าบวก (ความต้านทานเพิ่มเมื่อร้อนขึ้น) โดยทองแดงมี α = 0.00393 /°C และอะลูมิเนียมมี α = 0.00403 /°C หมายความว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้น 100°C จะทำให้ความต้านทานเพิ่มขึ้นราว 40%

คุณสมบัตินี้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการวัดอุณหภูมิขดลวดมอเตอร์หรือหม้อแปลงหลังเดินเครื่อง เรียกว่า "resistance method" ตามมาตรฐาน IEEE/IEC โดยวัดค่าความต้านทานขณะเย็นเทียบกับขณะร้อนแล้วคำนวณย้อนกลับหาอุณหภูมิจริงภายในขดลวด ค่าความต้านทานที่พบได้จริงในโรงไฟฟ้า เช่น ขดลวด field ของ generator ขนาดใหญ่อยู่ที่ราว 0.1–0.3 Ω, trip coil ของ breaker อยู่ที่ราว 20–60 Ω ส่วนฉนวนที่มีสภาพดีต้องวัดค่าความต้านทานได้ในระดับ MΩ ถึง GΩ ด้วยเครื่อง megger

V I R V = IR I = V/R R = V/I P V I R P = VI P = I²R P = V²/R
สามเหลี่ยม V-I-R และวงล้อสูตรกำลัง 4 ตัวแปร — ปิดตัวแปรที่ต้องการหา อีก 2 ตัวจะบอกความสัมพันธ์ที่เหลือ
บัสบาร์ทองแดงระยะใกล้ในตู้สวิตช์เกียร์
  1. Heat-shrink insulation — ปลอกฉนวนหดด้วยความร้อนสีแดงหุ้มปลายบัสบาร์ที่ต่อเข้าสายเคเบิล ป้องกันไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานสัมผัสส่วนมีไฟโดยไม่ตั้งใจ และกันความชื้น/ฝุ่นสะสมที่จุดต่อ
  2. Copper busbar (vertical) — แท่งทองแดงแนวตั้งที่นำกระแสจากสายเคเบิลด้านบนลงสู่จุดต่อ พื้นที่หน้าตัดใหญ่กว่าสายไฟทั่วไปมาก เพราะบัสบาร์ต้องรับกระแสสูงต่อเนื่อง ตาม \(R=\rho L/A\) ยิ่งพื้นที่หน้าตัดใหญ่ยิ่งลดทั้งความต้านทานและความร้อนจาก \(I^2R\)
  3. Bolted joint — จุดต่อแบบขันน็อตระหว่างแท่งบัสบาร์สองท่อน ต้องขันแรงบิด (torque) ตามที่กำหนดพอดี เพราะจุดต่อหลวมจะมีความต้านทานสัมผัส (contact resistance) สูงขึ้นและร้อนจัดผิดปกติ เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของ hot spot ในตู้สวิตช์เกียร์
  4. Copper busbar (horizontal) — แท่งทองแดงแนวนอนที่เชื่อมกระจายกระแสไปยังจุดต่อหลายจุด ทำหน้าที่เป็น "ถนนสายหลัก" ภายในตู้เดียวกัน คล้ายกับบัสบาร์ 500 kV ในสถานีไฟฟ้าแต่ย่อส่วนลงมาระดับแรงดันต่ำ
  5. Switchgear enclosure (back panel) — แผงหลังของตู้สวิตช์เกียร์ที่ยึดโครงสร้างบัสบาร์และอุปกรณ์ทั้งหมดไว้ ทำจากโลหะที่ต้องต่อ ground เพื่อความปลอดภัย
  6. Busbar support insulator — ฉนวนรองรับที่กันบัสบาร์ไม่ให้สัมผัสโครงโลหะของตู้โดยตรง ทำหน้าที่เดียวกับลูกถ้วยฉนวนในสถานีไฟฟ้าแรงสูงแต่ขนาดเล็กลงมากตามระดับแรงดัน
บัสบาร์ทองแดง — พื้นที่หน้าตัดใหญ่เพื่อลดความต้านทานและความร้อน I²R
✏️ ตัวอย่าง 02.3 — หาอุณหภูมิขดลวดจากความต้านทาน

โจทย์: ขดลวดมอเตอร์วัดเย็นที่ 20°C ได้ 0.500 Ω หลังเดินเครื่องวัดได้ 0.608 Ω (ทองแดง α = 0.00393 /°C) จงหาอุณหภูมิขดลวด

วิธีทำ: 0.608 = 0.500[1+0.00393(T₂−20)] → 1.216 = 1+0.00393(T₂−20) → T₂−20 = 0.216/0.00393 = 55.0 → T₂ = 75°C

คำตอบ: ประมาณ 75°C — นี่คือวิธี "resistance method" ที่ใช้ประเมินอุณหภูมิขดลวดจริงตามมาตรฐาน

02.3 วงจรอนุกรมและขนาน (Series & Parallel Circuits)

ในวงจรอนุกรม กระแสไฟฟ้าจะเท่ากันทุกจุดตลอดเส้นทาง ขณะที่แรงดันจะแบ่งกันไปตามสัดส่วนค่าความต้านทานของแต่ละตัว ความต้านทานรวมคำนวณได้จากการบวกกันตรง ๆ และข้อเสียสำคัญคือหากจุดใดจุดหนึ่งขาด วงจรทั้งเส้นจะดับทันที ในทางกลับกัน วงจรขนานจะมีแรงดันเท่ากันทุกตัว ขณะที่กระแสจะแบ่งกันแบบผกผันกับค่าความต้านทาน (ตัวที่ความต้านทานน้อยจะกินกระแสมากกว่า)

$$R_{series} = \sum_{k} R_k \qquad \frac{1}{R_{parallel}} = \sum_{k}\frac{1}{R_k}$$

โดย \(R_k\) คือความต้านทานตัวที่ k (Ω) — ข้อสังเกตสำคัญคือความต้านทานรวมของการต่อขนานจะน้อยกว่าตัวที่มีค่าน้อยที่สุดในกลุ่มเสมอ และถ้าความต้านทานเท่ากัน n ตัวต่อขนานกัน ความต้านทานรวมจะเหลือเพียง R/n

อีกวงจรพื้นฐานที่ใช้บ่อยคือ voltage divider ซึ่งคำนวณจาก \(V_x = V_s \cdot R_x/R_{total}\) เป็นหลักการเบื้องหลัง potentiometer และวงจร sensor หลายชนิด (รายละเอียดเพิ่มเติม ดู ch38) ในโรงไฟฟ้าจริง โหลดเกือบทั้งหมดจะต่อขนานกับบัสไฟฟ้า เพราะทุกโหลดต้องได้รับแรงดันเท่ากันและเปิด-ปิดได้อิสระจากกัน ส่วนวงจรอนุกรมจะพบในวงจร control เช่น หน้าสัมผัส interlock หลายตัวที่ต้องเรียงต่อกันก่อนถึง coil (ทุกหน้าสัมผัสต้องปิดพร้อมกันวงจรจึงจะครบ) และไฟแสดงสถานะ (indicating lamp) ก็มักต่ออนุกรมกับตัวต้านทานจำกัดกระแสบนบัส 125 VDC เพื่อไม่ให้หลอดไฟไหม้จากกระแสเกิน

อนุกรม กระแสเท่ากันทุกตัว ขนาน (ตัวอย่าง 02.1) 125 V R₁ = 6 Ω I = 12.5 A R₂ = 12 Ω I₂ = 4.17 A R₃ = 6 Ω I₃ = 8.33 A แรงดันเท่ากันทุกตัว
เปรียบเทียบวงจรอนุกรม (ซ้าย) กับวงจรจากตัวอย่าง 02.1 ที่ R₁ ต่ออนุกรมกับกลุ่มขนาน R₂∥R₃ (ขวา)
✏️ ตัวอย่าง 02.1 — วงจร series-parallel บนบัส 125 VDC

โจทย์: R₁ = 6 Ω ต่ออนุกรมกับกลุ่มขนาน (R₂ = 12 Ω ∥ R₃ = 6 Ω) จ่ายจากบัส 125 V จงหากระแสรวม แรงดันคร่อมกลุ่มขนาน และกระแสแต่ละกิ่ง

วิธีทำ: R₂∥R₃ = (12×6)/(12+6) = 72/18 = 4 Ω → R รวม = 6+4 = 10 Ω → I = 125/10 = 12.5 A → V คร่อมกลุ่มขนาน = 12.5×4 = 50 V → I₂ = 50/12 = 4.17 A, I₃ = 50/6 = 8.33 A (ตรวจ: 4.17+8.33 = 12.5 ✓)

คำตอบ: I รวม = 12.5 A, V ขนาน = 50 V, I₂ ≈ 4.17 A, I₃ ≈ 8.33 A

02.4 กฎของ Kirchhoff: KCL และ KVL (Kirchhoff's Laws)

🔧 ในโรงไฟฟ้าจริง

วัดแรงดันตกคร่อมหน้าสัมผัสในวงจร control เป็นวิธีไล่ปัญหาที่เร็วที่สุด: คร่อมหน้าสัมผัสที่ปิดอยู่ควรอ่านได้เกือบ 0 V — ถ้าอ่านได้หลายโวลต์แปลว่า contact เสื่อมสภาพแล้ว นี่คือ KVL ภาคปฏิบัติที่ใช้จริงหน้างานทุกวัน

กฎกระแสของ Kirchhoff (KCL) กล่าวว่าผลรวมกระแสที่ไหลเข้า node หนึ่ง ๆ ต้องเท่ากับผลรวมกระแสที่ไหลออกจาก node นั้นเสมอ เพราะประจุไม่สามารถสะสมค้างอยู่ที่จุดต่อได้ ส่วนกฎแรงดันของ Kirchhoff (KVL) กล่าวว่าผลรวมแรงดันรอบ loop ปิดใด ๆ ต้องเท่ากับศูนย์ เพราะเมื่อเดินรอบวงจรกลับมาที่จุดเดิม พลังงานต่อหน่วยประจุจะต้องเท่ากับค่าเริ่มต้นเสมอ

$$\sum I_{in} = \sum I_{out} \qquad \sum_{loop} V = 0$$

โดย \(I_{in}, I_{out}\) คือกระแสเข้า/ออกจาก node (A) และ \(V\) คือแรงดันตกคร่อมหรือแหล่งจ่ายรอบ loop (V; เครื่องหมายกำหนดตามทิศทางที่เดินสำรวจ)

ขั้นตอนการใช้งานจริงคือ กำหนดทิศทางกระแสสมมุติในแต่ละกิ่งก่อน แล้วเขียนสมการ KVL รอบแต่ละ loop และสมการ KCL ที่แต่ละ node จากนั้นแก้ระบบสมการพร้อมกัน หากคำตอบที่ได้ออกมาเป็นค่าติดลบ แสดงว่ากระแสจริงไหลสวนทางกับที่สมมุติไว้ตอนแรก ไม่ใช่ว่าคำตอบผิด

Node A V₁ = 12 V R₁ = 2 Ω I₁ R₃ = 6 Ω I₃ = I₁ + I₂ V₂ = 6 V R₂ = 4 Ω I₂ Loop 1 Loop 2
วงจร 2 loop สำหรับสาธิต KVL/KCL — Node A คือจุดที่ I₁ กับ I₂ ไหลมารวมกันเป็น I₃ ลงกิ่งกลาง

ในทางปฏิบัติ ground หรือ earth ถูกใช้เป็นจุดอ้างอิงแรงดันที่ 0 V เสมอ แต่ระบบ DC ในโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่กลับถูกออกแบบให้ "ลอย" จาก ground (unearthed) โดยเจตนา และมีระบบ earth-fault monitor คอยเฝ้าระวังตลอดเวลา (รายละเอียด ดู ch37) เหตุผลคือถ้าระบบต่อ ground โดยตรง การเกิด fault ลงดินเพียงจุดเดียวอาจทำให้ trip coil ทำงานทันทีโดยไม่ตั้งใจ

🔧 ในโรงไฟฟ้าจริง

อย่าเชื่อสีของสายไฟตามความเคยชิน — ต้องยืนยันขั้วบวก/ลบด้วยมิเตอร์ก่อนต่อสายทุกครั้ง โดยเฉพาะในตู้เก่าที่ผ่านการแก้ไขหน้างานมาหลายรอบ เพราะสีสายอาจไม่ตรงมาตรฐานเดิมแล้ว

มัลติมิเตอร์วัดแรงดัน DC ในตู้ควบคุม
  1. Digital multimeter — เครื่องมือวัดไฟฟ้าพื้นฐานที่สุดของช่างไฟ ใช้วัดแรงดัน กระแส และความต้านทานได้ในเครื่องเดียว จำเป็นต้องมีติดตัวเสมอเวลาไล่วงจร control
  2. LCD display (showing DC voltage) — จอแสดงผลค่าที่วัดได้ ในภาพอ่านค่า 24.13 V DC ซึ่งเป็นแรงดันของวงจรสัญญาณ/control อีกระดับหนึ่งที่พบได้ในตู้เดียวกับบัส 125 VDC หลัก
  3. Data hold button — ปุ่มค้างค่าที่วัดได้ไว้บนจอ มีประโยชน์เวลาต้องดึงมิเตอร์ออกมาดูค่าหลังวัดเสร็จ เพราะบางจุดวัดอยู่ในที่แคบมองจอไม่ถนัด
  4. Function selector dial — ปุ่มหมุนเลือกโหมดการวัด (V DC, V AC, mA, Ω ฯลฯ) ต้องตั้งโหมดให้ตรงกับสิ่งที่จะวัดก่อนเสมอ ตั้งผิดโหมดอาจทำให้มิเตอร์เสียหายหรือค่าไม่ถูกต้อง
  5. Input jacks (COM and VΩ) — ช่องเสียบสายวัด สายดำเข้าช่อง COM (common/ลบ) สายแดงเข้าช่อง VΩ (สำหรับวัดแรงดัน/ความต้านทาน) เสียบผิดช่องเป็นสาเหตุการวัดผิดพลาดที่พบบ่อย
  6. Terminal blocks (24 VDC circuit) — บล็อกขั้วต่อสายในตู้ควบคุมที่จุดวัดในภาพนี้เชื่อมต่ออยู่ เป็นจุดที่สะดวกที่สุดสำหรับ clip สายมิเตอร์เข้าไปวัดโดยไม่ต้องแตะสายเปลือย
  7. Test leads (clipped to terminals) — สายวัดที่หนีบเข้ากับขั้วต่อโดยตรง (ไม่ใช่ถือปลายแหลมแตะเอง) ช่วยให้วัดค่าต่อเนื่องได้มือว่างไปทำงานอื่น เช่น จดค่าหรือปรับสวิตช์ไปพร้อมกัน
  8. Control cabinet interior — พื้นที่ภายในตู้ควบคุมที่เห็นสายไฟและเทอร์มินอลจำนวนมาก การไล่วงจรในพื้นที่แบบนี้ต้องอาศัยหลัก KVL ภาคปฏิบัติ: วัดแรงดันตกคร่อมทีละจุดเพื่อหาว่าปัญหาอยู่ตรงไหน
การวัดแรงดัน DC ในตู้ control — ไล่วงจรด้วยหลัก KVL ภาคปฏิบัติ

02.5 กำลังและพลังงานไฟฟ้า (Power & Energy)

กำลังไฟฟ้า \(P = VI\) มีหน่วยเป็นวัตต์ (W = J/s) และในกรณีของตัวต้านทานสามารถเขียนได้ 3 รูปแบบเทียบเท่ากัน โดยแต่ละรูปแบบสะดวกใช้ในสถานการณ์ต่างกัน

$$P = VI = I^2R = \frac{V^2}{R} \qquad E = Pt$$

โดย \(P\) คือกำลังไฟฟ้า (W), \(V\) คือแรงดัน (V), \(I\) คือกระแส (A), \(R\) คือความต้านทาน (Ω), \(E\) คือพลังงาน (J หรือ kWh เมื่อ \(P\) เป็น kW และ \(t\) เป็น h) และ \(t\) คือเวลา (s หรือ h)

รูปแบบ \(I^2R\) มีความสำคัญเป็นพิเศษเพราะคือ "copper loss" หรือความร้อนที่เกิดจากกระแสไหลผ่านความต้านทาน เป็นหัวใจของการคำนวณ derate ขนาดสายไฟ การเลือกพิกัด fuse และการออกแบบระบบระบายความร้อนของอุปกรณ์ไฟฟ้าแทบทุกชนิด ส่วนพลังงาน \(E = Pt\) ในหน่วยการค้าที่คุ้นเคยคือ kWh โดย 1 kWh เทียบเท่า 3.6×10⁶ J หรือ 3,412 BTU

ประสิทธิภาพ \(\eta = P_{out}/P_{in}\) ของระบบที่ต่อกันเป็นลำดับ (cascade) จะต้องคูณกันไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่บวกกัน ตัวอย่างเช่น โรงไฟฟ้า thermal ที่มี boiler efficiency 90% ต่อด้วย turbine cycle efficiency 45% และ generator efficiency 98.7% จะได้ประสิทธิภาพรวมของทั้งโรงไฟฟ้าเพียงประมาณ 40% เท่านั้น (0.90×0.45×0.987 ≈ 0.40) ตัวเลขที่ควรจำไว้ได้แก่ heater จุ่มน้ำทั่วไปกินไฟราว 2 kW, มอเตอร์ DC ของ lube oil pump สำรองอยู่ที่ราว 15–50 kW และความจุแบตเตอรี่สถานี 125 VDC มักระบุเป็นแอมแปร์-ชั่วโมง (Ah) เช่น 1,200 Ah ที่อัตราการคายประจุ 8 ชั่วโมง

✏️ ตัวอย่าง — พลังงานจาก heater

โจทย์: heater ขนาด 2 kW เปิดใช้งานต่อเนื่อง 5 ชั่วโมง ใช้พลังงานไปกี่หน่วย (kWh)

วิธีทำ: E = P × t = 2 kW × 5 h = 10 kWh

คำตอบ: 10 kWh — ตัวอย่างนี้แสดงว่าทำไมการอ่านหน่วย kW กับ kWh สลับกันจึงทำให้ตัวเลขผิดพลาดได้ง่ายในรายงานจริง

02.6 วงจร DC จริงในโรงไฟฟ้า: ระบบ 125 VDC (Real Plant DC Circuits)

โรงไฟฟ้าและสถานีไฟฟ้าทุกแห่งมีระบบ DC ทำหน้าที่เป็น "หัวใจสำรอง" ของระบบทั้งหมด แบตเตอรี่ชนิด lead-acid จำนวน 58–60 เซลล์ต่ออนุกรมกันจะได้บัสไฟฟ้าที่แรงดันเล็ง 125 VDC (แรงดัน float ปกติราว 2.17–2.25 V ต่อเซลล์ รวมแล้วอยู่ที่ราว 129–133 V) บางแห่งเลือกออกแบบเป็นระบบ 110 หรือ 220 VDC แทน (รายละเอียด ดู ch37)

โหลดสำคัญที่กินไฟจากระบบ DC นี้ ได้แก่ trip coil และ close coil ของ circuit breaker, protective relay (ดู ch36), มอเตอร์ปั๊มน้ำมันหล่อลื่นฉุกเฉิน (emergency lube oil pump), ปั๊มน้ำมัน seal oil ฉุกเฉิน, ไฟฉุกเฉิน และ inverter ที่จ่ายไฟให้จอ DCS (Distributed Control System — ระบบควบคุมของโรงไฟฟ้า) เหตุผลที่โหลดเหล่านี้ต้องพึ่งพา DC จากแบตเตอรี่โดยเฉพาะคือ ในสถานการณ์ blackout ทั้งโรงไฟฟ้า ไฟ AC จะหายไปหมดทันที แต่ breaker ยังต้องสามารถ trip ได้ และ turbine ยังต้องมีน้ำมันหล่อลื่นหมุนเวียนขณะเครื่อง coast down ช้า ๆ จนหยุดสนิท แบตเตอรี่จึงเป็นแหล่งพลังงานเดียวที่ยังเหลืออยู่ในสถานการณ์เช่นนี้

ห้องแบตเตอรี่สถานีไฟฟ้า แถวเซลล์ lead-acid
  1. Inter-cell connection (copper) — สายเชื่อมทองแดงระหว่างเซลล์แต่ละเซลล์ ต่ออนุกรมกันไปเรื่อย ๆ จนครบ 58–60 เซลล์เพื่อรวมแรงดันให้ได้บัส 125 VDC จุดต่อพวกนี้ต้องขันแน่นและตรวจวัดความต้านทานสัมผัสเป็นประจำ
  2. Vent caps — ฝาระบายก๊าซที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์ (ไฮโดรเจนเล็กน้อย) ต้องระบายออกเพื่อป้องกันแรงดันสะสมในเซลล์และความเสี่ยงจากก๊าซไวไฟสะสมในห้อง
  3. Battery monitoring and control cabinet — ตู้ควบคุมและเฝ้าระวังระบบแบตเตอรี่ ทำหน้าที่ควบคุมแรงดัน float/charge และแจ้งเตือนความผิดปกติ เช่น earth fault หรือแรงดันเซลล์ต่ำผิดปกติ
  4. Transparent battery cell (lead-acid) — เซลล์แบตเตอรี่ชนิดตะกั่ว-กรด ตัวถังใสช่วยให้มองเห็นระดับอิเล็กโทรไลต์และแผ่นธาตุภายในได้โดยไม่ต้องเปิดฝา สะดวกต่อการตรวจสภาพประจำวัน
  5. Electrolyte level — ระดับสารละลายกรดซัลฟิวริกภายในเซลล์ ต้องอยู่ในช่วงที่กำหนดเสมอ ถ้าระดับต่ำเกินไปแผ่นธาตุจะโผล่พ้นน้ำกรดและเสื่อมสภาพเร็วขึ้นมาก ต้องเติมน้ำกลั่นตามรอบบำรุงรักษา
  6. Positive and negative plates — แผ่นธาตุบวกและลบภายในเซลล์ที่เกิดปฏิกิริยาเคมีแปลงพลังงานเคมีเป็นไฟฟ้า จำนวนและพื้นที่แผ่นธาตุเป็นตัวกำหนดความจุ (Ah) ของแบตเตอรี่แต่ละเซลล์
  7. Steel battery rack — โครงเหล็กที่วางเซลล์แบตเตอรี่เรียงเป็นแถว ออกแบบให้ทนน้ำหนักรวมของเซลล์ทั้งหมดและกันการกัดกร่อนจากไอกรดที่อาจฟุ้งกระจาย
  8. Clean epoxy floor — พื้นเคลือบอีพ็อกซี่ทนกรดของห้องแบตเตอรี่ ทำความสะอาดง่ายและป้องกันไม่ให้กรดที่หกซึมลงพื้นคอนกรีตจนกัดกร่อนโครงสร้างอาคาร
ห้องแบตเตอรี่สถานี — เซลล์ lead-acid ~60 เซลล์ต่ออนุกรมเป็นบัส 125 VDC
ตู้จ่ายไฟ DC เปิดแสดงเบรกเกอร์และเทอร์มินอล
  1. DC Positive (+) Terminal Block — แถบขั้วต่อบวกที่รับไฟจากบัสแบตเตอรี่หลัก เป็นจุดเริ่มต้นกระจายไฟบวกไปยังเบรกเกอร์ย่อยแต่ละตัวในตู้
  2. DC Circuit Breakers (MCBs) — เบรกเกอร์ย่อยขนาดเล็กที่แยกป้อนไฟให้แต่ละวงจรปลายทาง (trip circuit, relay, ไฟฉุกเฉิน ฯลฯ) แยกกันเป็นอิสระ หากวงจรใดวงจรหนึ่งลัดวงจร เบรกเกอร์ตัวนั้นจะตัดเฉพาะวงจรนั้นโดยไม่กระทบวงจรอื่น
  3. DC Fuse Holders — ฟิวส์แบบเปลี่ยนได้สำหรับวงจรที่ต้องการการป้องกันละเอียดกว่าเบรกเกอร์ มักใช้กับวงจรสำคัญที่ต้องการความมั่นใจสูงว่าจะตัดกระแสได้แน่นอนเมื่อเกิด fault
  4. Wiring Ducts (Organized Cable Management) — รางเดินสายที่จัดระเบียบสายไฟจำนวนมากให้เป็นระเบียบ ช่วยให้ไล่สายและซ่อมบำรุงได้ง่าย ลดโอกาสสายไฟพันกันจนระบุวงจรผิด
  5. DC Negative (−) Terminal Block — แถบขั้วต่อลบที่เป็นเส้นทางกลับของกระแสทุกวงจรในตู้ คู่กับขั้วบวกด้านบนของภาพ ทำให้ทุกวงจรย่อยครบวงจรไฟฟ้าได้
ตู้จ่ายไฟ DC — กระจายบัส 125 VDC ไปยัง trip circuit, relay และโหลดฉุกเฉิน

ลองพิจารณา trip circuit ตัวอย่างหนึ่งเพื่อเห็นภาพการทำงานจริง: เริ่มจากบัส + ผ่าน fuse แล้วไปยังหน้าสัมผัสของ relay (86 lockout หรือ 94) จากนั้นไปยัง trip coil (เรียกรหัส 52TC ซึ่งกินกระแสขณะทำงานราว 2–5 A) แล้วจึงผ่านหน้าสัมผัส 52a (ซึ่งจะปิดอยู่เฉพาะเมื่อ breaker ยังปิดอยู่) ก่อนไปครบวงจรที่บัส − หน้าที่ของหน้าสัมผัส 52a คือตัดกระแสของ trip coil ทันทีหลังจาก breaker เปิดออกไปแล้ว เพื่อป้องกัน coil ไหม้ เพราะ coil ชนิดนี้ถูกออกแบบมาให้จ่ายกระแสเพียงชั่วขณะสั้น ๆ เท่านั้น ไม่ใช่ต่อเนื่อง

อีกกลไกสำคัญคือ trip circuit supervision ซึ่งจะปล่อยกระแสขนาดเล็กมาก (ราว 10–20 mA ซึ่งน้อยเกินกว่าจะทำให้ coil ทำงาน) ไหลผ่านวงจรตลอดเวลาเพื่อเฝ้าระวังว่าสายไม่ขาด หากสายขาดระบบจะแจ้งเตือน "trip circuit fail" ทันที นอกจากนี้ยังต้องควบคุม voltage drop ในสาย DC ให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด เพราะมาตรฐานทั่วไปกำหนดให้ coil ต้องเห็นแรงดันไม่ต่ำกว่าราว 70–80% ของพิกัดแม้ในช่วงที่แบตเตอรี่อ่อนแรง จึงต้องคำนวณขนาดสายให้เหมาะสมด้วยสูตร \(R = \rho L/A\) จริง ๆ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

บัส DC + 125 V บัส DC − Fuse หน้าสัมผัส Relay 86 (lockout) Trip Circuit Supervision (~15 mA) Trip Coil 52TC หน้าสัมผัส 52a (ปิดเมื่อ breaker ปิดอยู่) กระแส trip ~2–5 A
Trip circuit ของ circuit breaker จากบัส 125 VDC — วงจร DC จริงที่สำคัญที่สุดในโรงไฟฟ้า
ภาพตัดขวางกลไกการทำงานของ circuit breaker แสดง trip coil
  1. Fixed Contact — หน้าสัมผัสอยู่กับที่ ยึดติดกับตัวเครื่องไม่เคลื่อนไหว เมื่อ breaker ปิดวงจร หน้าสัมผัสเคลื่อนที่จะมาแตะกับจุดนี้ให้กระแสไหลผ่านได้
  2. Moving Contact — หน้าสัมผัสที่เคลื่อนที่ได้ เชื่อมต่อกับกลไก operating shaft เมื่อสั่ง trip หน้าสัมผัสนี้จะกระเด็นแยกออกจาก fixed contact อย่างรวดเร็วเพื่อตัดกระแส
  3. Arc Chute — ช่องดับอาร์กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นเมื่อหน้าสัมผัสแยกออกจากกันขณะยังมีกระแสไหล ทำหน้าที่ยืดและแบ่งอาร์กออกเป็นส่วนย่อยเพื่อดับให้เร็วที่สุด ป้องกันความเสียหายต่อหน้าสัมผัส
  4. Insulating Barrier — แผงกั้นฉนวนระหว่างขั้วสัมผัสแต่ละเฟส ป้องกันไม่ให้อาร์กหรือกระแสรั่วข้ามไปยังเฟสข้างเคียง
  5. Main Terminal — ขั้วต่อหลักที่เชื่อมกระแสไฟฟ้าเข้า-ออกจากตัว breaker ไปยังวงจรกำลังภายนอก แยกจากวงจร trip coil ที่เป็นวงจรควบคุมกำลังต่ำ
  6. Trip Lever — คันโยกที่รับแรงจาก plunger ของ trip coil แล้วไปกระตุ้น latch ให้ปลดล็อกกลไก เป็นจุดเชื่อมระหว่างวงจรไฟฟ้าควบคุมกับกลไกเครื่องกล
  7. Toggle Link — ก้านเชื่อมกลไกแบบ toggle ที่แปลงแรงจาก opening spring ให้กลายเป็นการเคลื่อนที่แยกหน้าสัมผัสออกจากกันอย่างรวดเร็วและแรง
  8. Latch — สลักล็อกที่ยึดกลไกไว้ในตำแหน่ง "ปิด" ขณะ breaker ทำงานปกติ เมื่อ trip lever กระตุ้น latch จะปลดออกทันทีปล่อยให้ spring ทำงาน
  9. Latch Spring — สปริงขนาดเล็กที่ดันให้ latch กลับเข้าตำแหน่งล็อกหลังถูกปลด เตรียมพร้อมสำหรับการปิด (close) breaker รอบถัดไป
  10. Opening Spring (Charged) — สปริงหลักที่สะสมพลังงานไว้ล่วงหน้า (charged) เมื่อ latch ปลดออก สปริงนี้จะปล่อยพลังงานทั้งหมดทันทีเพื่อดึงหน้าสัมผัสแยกออกจากกันเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ — ความเร็วนี้สำคัญมากต่อการดับอาร์ก
  11. Trip Coil (Solenoid) — ขดลวดโซลินอยด์ที่รับกระแสไฟ DC จากวงจร trip เมื่อมีกระแสไหลผ่าน จะสร้างสนามแม่เหล็กดึง plunger ให้เคลื่อนที่ นี่คือจุดที่พลังงานไฟฟ้า DC 125 V แปลงเป็นการเคลื่อนที่ทางกล
  12. Plunger — แกนโลหะที่เคลื่อนที่เข้าไปในขดลวดเมื่อเกิดสนามแม่เหล็ก ปลายอีกด้านไปดัน trip lever ให้ทำงาน
  13. Guide Sleeve — ปลอกนำแนวที่ควบคุมให้ plunger เคลื่อนที่เป็นเส้นตรงแม่นยำ ไม่เอียงหรือติดขัดขณะทำงาน
  14. Return Spring — สปริงที่ดัน plunger กลับสู่ตำแหน่งเดิมหลังกระแสในขดลวดหายไป เตรียมพร้อมสำหรับการ trip ครั้งถัดไป
  15. Operating Shaft — เพลาหลักที่เชื่อมกลไกทั้งหมดเข้าด้วยกัน หมุนเมื่อมีการเปิด/ปิด breaker ส่งแรงไปยังหน้าสัมผัสเคลื่อนที่ทุกเฟสพร้อมกัน
  16. Closing Cam — ลูกเบี้ยวที่แปลงการหมุนของกลไกปิดให้เป็นแรงกดบน operating shaft ระหว่างขั้นตอนการปิด breaker
  17. Manual Close Lever — คันโยกสำหรับปิด breaker ด้วยมือในกรณีฉุกเฉินหรือทดสอบ โดยไม่ต้องพึ่งมอเตอร์ปิดไฟฟ้า
trip coil ของ circuit breaker — โหลด DC ที่ต้องทำงานได้แม้ไฟ AC ดับทั้งโรง
✏️ ตัวอย่าง 02.2 — Voltage drop ในสาย trip coil

โจทย์: trip coil กินกระแส 5 A อยู่ห่างตู้ DC 50 m ใช้สายทองแดง 4 mm² (ρ = 1.68×10⁻⁸ Ω·m) จงหาแรงดันตกในสายและแรงดันที่ coil เห็น จากบัส 125 V

วิธีทำ: ความยาวไป-กลับ = 100 m → R สาย = (1.68×10⁻⁸ × 100)/(4×10⁻⁶) = 0.42 Ω → V drop = 5 × 0.42 = 2.1 V (= 1.7% ของ 125 V) → coil เห็น 125 − 2.1 = 122.9 V

คำตอบ: ตกในสาย 2.1 V, coil ได้ 122.9 V — ผ่านเกณฑ์ (coil ทั่วไปทำงานได้ถึง ~70% ของพิกัด)

🔧 ในโรงไฟฟ้าจริง

แบตเตอรี่สถานีถูกทดสอบ discharge test ตามวาระ เช่นทุก 2–5 ปี วันทดสอบต้องมีแผนสำรองชัดเจน เพราะระหว่างการทดสอบ ระบบ trip จะพึ่งพาแบตเตอรี่อีกชุดหรือ charger เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

🔧 ในโรงไฟฟ้าจริง

Alarm "DC earth fault" ห้ามปล่อยค้างไว้เด็ดขาด: ระบบ DC ที่ลอยจาก ground เมื่อเจอ earth จุดแรกยังไม่เกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าเจอจุดที่สองเมื่อไร trip coil อาจทำงานเองโดยไม่ตั้งใจ (spurious trip) หรือไม่ทำงานตอนที่ต้องการจริง ๆ

สรุปท้ายบท

  • ประจุ กระแส แรงดัน และความต้านทาน คือ 4 ปริมาณพื้นฐานของวงจรไฟฟ้า อุปมาน้ำ (ปั๊ม-อัตราไหล-วาล์วหรี่) ช่วยสร้างภาพความเข้าใจได้เร็ว
  • Ohm's law (V=IR) ใช้ได้กับตัวนำเชิงเส้น; ความต้านทานขึ้นกับ resistivity ความยาว พื้นที่หน้าตัด และอุณหภูมิ ผ่าน R=ρL/A และสัมประสิทธิ์อุณหภูมิ α
  • วงจรอนุกรม: กระแสเท่ากันทุกจุด, R รวมบวกกันตรง ๆ; วงจรขนาน: แรงดันเท่ากันทุกจุด, 1/R รวมบวกกันแบบส่วนกลับ
  • KCL: กระแสเข้า=ออกที่ node; KVL: ผลรวมแรงดันรอบ loop=0 — ใช้ไล่วงจรจริงได้โดยวัดแรงดันตกคร่อมหน้าสัมผัส
  • กำลัง P=VI=I²R=V²/R และพลังงาน E=Pt; ประสิทธิภาพระบบต่อกันเป็นลำดับต้องคูณกัน ไม่ใช่บวก
  • ระบบแบตเตอรี่ 125 VDC คือหัวใจสำรองของโรงไฟฟ้า จ่ายไฟให้ trip circuit, protective relay และปั๊มน้ำมันฉุกเฉินได้แม้ไฟ AC ดับทั้งโรง
  • Trip circuit supervision เฝ้าสายด้วยกระแสเล็ก ๆ ตลอดเวลา; voltage drop ในสาย DC ต้องคำนวณด้วย R=ρL/A จริง เพื่อให้ coil เห็นแรงดันพอทำงาน

ศัพท์เทคนิคในบทนี้

Englishไทย / ความหมาย
Charge (Q)ประจุไฟฟ้า หน่วยคูลอมบ์ (C)
Current (I)กระแสไฟฟ้า อัตราการไหลของประจุ หน่วยแอมแปร์ (A)
Voltage (V)แรงดันไฟฟ้า พลังงานต่อหน่วยประจุ หน่วยโวลต์ (V)
Resistance (R)ความต้านทาน หน่วยโอห์ม (Ω)
Conventional currentทิศทางกระแสตามนิยาม ไหลจากขั้วบวกไปลบ
Ohm's lawกฎความสัมพันธ์ V = IR
Resistivity (ρ)สภาพต้านทานจำเพาะของวัสดุ หน่วย Ω·m
Temperature coefficient (α)สัมประสิทธิ์การเปลี่ยนแปลงความต้านทานตามอุณหภูมิ
Series circuitวงจรอนุกรม กระแสเท่ากันทุกจุด
Parallel circuitวงจรขนาน แรงดันเท่ากันทุกจุด
Voltage dividerวงจรแบ่งแรงดันตามสัดส่วนความต้านทาน
KCL (Kirchhoff's Current Law)กฎกระแส Kirchhoff — กระแสเข้า=ออกที่ node
KVL (Kirchhoff's Voltage Law)กฎแรงดัน Kirchhoff — ผลรวมแรงดันรอบ loop=0
Node / Loopจุดต่อวงจร / เส้นทางวงจรปิด
Power (P) / Energy (E)กำลังไฟฟ้า (W) / พลังงานไฟฟ้า (J หรือ kWh)
Station batteryแบตเตอรี่สถานี แหล่งจ่าย DC สำรองหลักของโรงไฟฟ้า
Trip coilขดลวดที่สั่งให้ circuit breaker เปิดวงจร
Trip circuit supervisionวงจรเฝ้าระวังความสมบูรณ์ของสาย trip ด้วยกระแสขนาดเล็ก
Unearthed DC systemระบบ DC ที่ลอยจาก ground โดยเจตนา มี earth-fault monitor เฝ้า

แบบทดสอบท้ายบท

บัส 125 V จ่ายโหลดความต้านทาน 25 Ω กระแสไหลเท่าใด
I = 125/25 = 5 A
ตัวต้านทาน 10 Ω สองตัวขนานกัน ได้ค่ารวมเท่าใด
5 Ω (R/n = 10/2)
กระแสเข้า node 8 A ออกกิ่งแรก 3 A กิ่งที่สองออกเท่าใด
5 A (KCL)
กระแส 4 A ผ่านตัวต้านทาน 10 Ω เกิดความร้อนกี่วัตต์
P = I²R = 16×10 = 160 W
สายไฟยาวขึ้น 2 เท่า พื้นที่หน้าตัดเท่าเดิม ความต้านทานเปลี่ยนอย่างไร
เพิ่มเป็น 2 เท่า (R ∝ L)
ทำไม trip coil ต้องจ่ายจากแบตเตอรี่ DC ไม่ใช่ไฟ AC ของโรง
ตอน fault/blackout ไฟ AC อาจหายพอดี breaker จะ trip ไม่ได้ — แบตเตอรี่จ่ายได้อิสระจากระบบ AC
heater 2 kW เปิด 5 ชั่วโมง ใช้พลังงานกี่หน่วย (kWh)
E = 2×5 = 10 kWh
หน้าสัมผัส 52a ในวงจร trip มีไว้ทำไม
ตัดกระแส trip coil ทันทีที่ breaker เปิดแล้ว — กัน coil ไหม้เพราะ coil ออกแบบให้จ่ายชั่วขณะเท่านั้น
📚 ห้องสมุด